ใครเคยสวดพระคาถาบทนี้บ้าง ชื่อพระคาถาว่า อภยปริตร
บทสวดมีดังนี้
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
คำแปลของพระคาถาบทนี้ มีอยู่ว่า
ลางร้ายใด ๆ อัปมงคลใด ๆ เสียงนกที่น่าสะพรึงกลัวใด ๆ เคราะห์ร้ายและฝันร้ายที่ไม่น่าปรารถนาใด ๆ
ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า อานุภาพของพระธรรม อานุภาพของพระสงฆ์ ขอความเลวร้ายทั้งปวงเหล่านั้นจงพินาศไปสิ้น
.....
(ขอบคุณภาพจากแฟ้มภาพ www.thairath.co.th)
ครั้งหนึ่ง มีผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า
"มีพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวอ้างว่าสามารถทำคนที่ตายแล้วให้ไปสวรรค์ได้"
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
"บุรุษใดก็ตามที่ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ
แม้จะมีคนมาสวดสรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบบุรุษนั้นว่า 'ขอบุรุษนี้หลังจากตายแล้วจงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์เถิด'
ถึงกระนั้นก็ตาม อกุศลกรรมที่เขาทำไว้นั้นก็จะเป็นเหตุให้เขาไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ในทางกลับกัน
บุรุษใดก็ตามที่ประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ
แม้จะมีคนมาสวดสาปแช่ง ประนมมือเดินเวียนรอบบุรุษนั้นว่า 'ขอบุรุษนี้หลังจากตายแล้วจงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรกเถิด'
ถึงกระนั้นก็ตาม กุศลกรรมที่เขาทำไว้นั้นก็จะเป็นเหตุให้เขาไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์"
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในอสิพันธกปุตตสูตร)
ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า ...
ที่เราคิดว่าพระพุทธเจ้าสามารถปัดเป่าภัยอันตรายให้หายไปได้
แต่แม้พระพุทธเจ้าเองก็ยังต้องรับผลของกรรมที่พระองค์เคยกระทำไว้ในอดีตชาติ
ซึ่งเป็นเหตุให้ถูกกล่าวตู่ว่าทำนางจิญจมาณวิกาท้อง
ถูกพระเทวทัตกลิ้งก้อนหินใหญ่เพื่อให้หล่นมาทับ
และถูกกระทำเหตุร้ายอื่น ๆ อีกมาก
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในผลกรรมที่พระพุทธเจ้าได้รับ)
ด้วยอานุภาพของพระธรรม ...
ที่เราคิดว่าการจำธรรมได้มาก จำปาติโมกข์ได้ทั้งหมด สวดมนต์ได้หลายบท จะช่วยปัดเป่าภัยอันตรายให้หายไปได้
พระโปฐิละผู้เป็นธรรมกถึก รู้ธรรมมาก เป็นครูสอนธรรมให้แก่คณะต่าง ๆ ถึง ๑๘ คณะ
แต่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าเป็นใบลานเปล่า คัมภีร์เปล่า เพราะไม่ได้รับผลใด ๆ จากการปฏิบัติ
เกือบจะต้องไปอบาย
โชคดีที่สำนึกตัว รับฟังคำชี้แนะจากสามเณรจนบรรลุธรรมได้
.....
ด้วยอานุภาพของพระสงฆ์ ...
ที่เราคิดว่าพระสงฆ์จะสามารถปัดเป่าภัยอันตรายของเราให้หายไปได้
แต่แม้พระสารีบุตรผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า
มารดาของท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เสี่ยงที่จะไปอบาย
พระสารีบุตรก็ไม่สามารถดลบันดาลฤทธิ์ช่วยมารดาได้
แต่พระสารีบุตรออกอุบายให้มารดาได้มีโอกาสฟังธรรม จนเกิดดวงตาเห็นธรรม และพ้นอบายได้
.....
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ใครทำกรรมใดไว้ จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
พระโปฐิละก็ต้องทำกรรมอันดี เพื่อเป็นที่พึ่งอาศัยของตน
มารดาของพระสารีบุตรก็ต้องทำกรรมอันดี เพื่อเป็นที่พึ่งอาศัยของตน
ไม่มีใครทำแทนให้ใครได้
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ทำแทนให้เราไม่ได้
.....
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ได้มีอานุภาพที่จะช่วยดลบันดาลให้ใครรอดพ้นจากภัยอันตรายต่าง ๆ ตามผลของกรรมที่เคยทำมาได้
การขอให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ช่วยปัดเป่าภัยอันตรายให้พ้นไป ย่อมเป็นไปไม่ได้
อานุภาพของพระพุทธเจ้า เกิดจากการตรัสรู้และเผยแผ่พระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้แล้วเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก
อานุภาพของพระธรรม เกิดจากการศึกษา (ทั้งปริยัติและปฏิบัติ) อย่างจริงจัง จนเกิดประโยชน์สุขแก่ผู้ที่ศึกษานั้น
อานุภาพของพระสงฆ์ เกิดจากการปฏิบัติตรงตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และบอกกล่าวแก่สัตว์โลกที่ต้องการรู้ธรรมเห็นธรรมตาม
อานุภาพทั้ง ๓ นี้จะให้ผลเกิดขึ้นเป็นประโยชน์แก่เรา
ก็ต่อเมื่อเราปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
โดยมีพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบคอยชี้แนะ
ให้เราตั้งมั่นที่จะประพฤติสุจริต ละเว้นขาดจากการประพฤติทุจริตทั้งปวง
เมื่อกระทำแต่กรรมดี ไม่ทำกรรมชั่ว เหตุร้ายต่าง ๆ เรื่องอัปมงคล หรือเรื่องที่น่าสะพรึงกลัว ก็จะไม่เกิดขึ้นกับเรา
นี่แลคือการปัดเป่าภัยอันตรายได้อย่างแท้จริง
อย่าหวังพึ่งตัวช่วยใด ๆ โดยไม่ทำที่พึ่งอันดีของตนเอง ด้วยตนเอง
ตัวช่วยแก้เหตุร้ายที่ดีที่สุด คือตัวเราเองที่มีธรรม
ตนแล (ที่มีธรรม) เป็นที่พึ่งแห่งตน
..........
เป็นที่แน่นอนว่า
สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ มีอยู่ประมาณเท่าใด
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น
แต่ถึงกระนั้น ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเลิศกว่าสัตว์ทั้งหลายในโลก
ก็ยังหนีไม่พ้นผลของกรรมที่เคยกระทำไว้ในปางก่อน
ในพุทธาปทานชื่อปุพพกัมมปิโลติ
และในอรรถกถาของพุทธาปทาน
ได้กล่าวถึงกรรมที่พระพุทธเจ้าได้เคยกระทำไว้ในอดีตชาติ
และผลของกรรมที่ยังให้ผลอยู่ในชาติสุดท้ายนี้
(ขอบคุณภาพจาก chuavanduc.vn)
--- ตัวอย่างกรรมที่ ๑ ---
ในอดีตชาติ ในยุคสมัยของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ
พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ ได้กล่าวดูหมิ่นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่า
"สมณะโล้นนี้จะตรัสรู้ได้จริงหรือ การตรัสรู้เป็นของยาก"
เพราะผลกรรมนั้น ทำให้ต้องไปเกิดในนรกเป็นเวลานาน
และด้วยเศษของผลกรรมที่ยังเหลืออยู่ ทำให้ในชาติสุดท้ายนี้ ต้องบำเพ็ญทุกรกิริยานานถึง ๖ ปี กว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ ไม่มีพระองค์ไหนใช้เวลาแสวงหาทางตรัสรู้นานถึง ๖ ปีเลย
--- ตัวอย่างกรรมที่ ๒ ---
ในอีกชาติหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลศูทร
ได้กล่าวโทษพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งว่า
"สมณะผู้นี้เป็นคนทุศีล มีธรรมเลวทราม"
เพราะผลกรรมนั้น ทำให้ต้องไปเกิดในนรกเป็นเวลานาน
และด้วยเศษของผลกรรมที่ยังเหลืออยู่ ทำให้ในชาติสุดท้ายนี้ ถูกนางจิญจมาณวิกากล่าวตู่ว่าทำให้นางตั้งครรภ์
--- ตัวอย่างกรรมที่ ๓ ---
อีกชาติหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดเป็นมนุษย์ที่สมาคมกับคนพาล
ได้กล่าวโทษพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งว่า
"สมณะผู้นี้เป็นคนทุศีล มีธรรมเลวทราม"
เพราะผลกรรมนั้น ทำให้ต้องไปเกิดในนรกเป็นเวลานาน
และด้วยเศษของผลกรรมที่ยังเหลืออยู่ ทำให้ในชาติสุดท้ายนี้ ถูกนางสุนทรีกล่าวตู่ว่าได้นอนในพระกุฏิเดียวกับพระพุทธเจ้า
--- ตัวอย่างกรรมที่ ๔ ---
อีกชาติหนึ่ง พระโพธิสัตว์เป็นดาบสอยู่ในป่า มีลูกศิษย์มากมาย
วันหนึ่ง เห็นดาบสอีกรูปหนึ่งเป็นผู้มีฌาน เข้าไปในป่า
เมื่อเห็นแล้ว ถูกความริษยาครอบงำ จึงด่าว่าดาบสรูปนั้นซึ่งเป็นผู้ไม่ประทุษร้าย
บอกศิษย์ของตนว่า "ดาบสรูปนี้หลอกลวง ยังบริโภคกามอยู่ ไม่ได้มีศีลจริง"
เพราะผลกรรมนั้น ทำให้ต้องไปเกิดในนรกเป็นเวลานาน
และด้วยเศษของผลกรรมที่ยังเหลืออยู่ ทำให้ในชาติสุดท้ายนี้ ถูกพวกเดียรถีย์กล่าวหาว่าเป็นผู้ฆ่านางสุนทรีแล้วซ่อนศพไว้ในวิหาร
--- ตัวอย่างกรรมที่ ๕ ---
อีกชาติหนึ่ง พระโพธิสัตว์มีน้องชายคนหนึ่ง
เมื่อบิดาตายไป พี่น้อง ๒ คนได้ทะเลาะวิวาทกัน
พี่ชายซึ่งแข็งแรงกว่า ได้ใช้ก้อนหินทับน้องชายไว้
เพราะผลกรรมนั้น ทำให้ต้องไปเกิดในนรกเป็นเวลานาน
และด้วยเศษของผลกรรมที่ยังเหลืออยู่ ทำให้ในชาติสุดท้ายนี้ ถูกพระเทวทัตกลิ้งแผ่นหินให้หล่นมาทับ
--- ตัวอย่างกรรมที่ ๖ ---
อีกชาติหนึ่ง พระโพธิสัตว์เป็นเด็กชาวบ้านคนหนึ่ง
วันหนึ่ง เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ากำลังบิณฑบาตอยู่
เด็กคนนั้นเอาก้อนหินขว้างไปที่หลังเท้าของพระปัจเจกพุทธเจ้า ทำให้หลังเท้าฉีก เลือดไหลออก
เพราะผลกรรมนั้น ทำให้ต้องไปเกิดในนรกเป็นเวลานาน
และด้วยเศษของผลกรรมที่ยังเหลืออยู่ ทำให้ในชาติสุดท้ายนี้ เมื่อพระเทวทัตกลิ้งแผ่นหินให้หล่นมาทับ แต่แผ่นหินนั้นไปกระทบถูกแผ่นหินอีกก้อน จึงแตกออก
สะเก็ดหินชิ้นหนึ่งได้ปลิวไปกระทบที่หลังพระบาทของพระพุทธเจ้าอย่างแรง จนห้อพระโลหิต
--- ตัวอย่างกรรมที่ ๗ ---
อีกชาติหนึ่ง พระโพธิสัตว์เป็นคนเลี้ยงช้าง
วันหนึ่ง เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ที่ถนนแห่งหนึ่ง จึงไสช้างเข้าใส่
เพราะผลกรรมนั้น ทำให้ต้องไปเกิดในนรกเป็นเวลานาน
และด้วยเศษของผลกรรมที่ยังเหลืออยู่ ทำให้ในชาติสุดท้ายนี้ ถูกพระเทวทัตมอมเหล้าช้างนาฬาคิรี แล้วปล่อยให้วิ่งเข้าทำร้ายพระพุทธเจ้า
--- ตัวอย่างกรรมที่ ๘ ---
อีกชาติหนึ่ง พระโพธิสัตว์เป็นพระราชา แต่เป็นคนพาล เพราะคลุกคลีอยู่กับคนพาล
วันหนึ่ง ถือเอามีดเข้าไปฆ่าฟันผู้คนในเมืองซึ่งไม่มีความผิด
เพราะผลกรรมนั้น ทำให้ต้องไปเกิดในนรกเป็นเวลานาน
และด้วยเศษของผลกรรมที่ยังเหลืออยู่ ทำให้ในชาติสุดท้ายนี้ เมื่อเกิดห้อพระโลหิตขึ้น หมอชีวกจึงรักษาด้วยการใช้มีดผ่าฝีที่บวมขึ้นนั้น ตัดหนังที่พระบาทนั้นออก
--- ตัวอย่างกรรมที่ ๙ ---
อีกชาติหนึ่ง พระโพธิสัตว์เป็นชาวประมง
ทำความพอใจที่เห็นปลาทั้งหลายตาย
เพราะผลกรรมนั้น ทำให้ต้องไปเกิดในนรกเป็นเวลานาน
และด้วยเศษของผลกรรมที่ยังเหลืออยู่ ทำให้ในชาติสุดท้ายนี้ จึงมีอาการประชวรปวดศีรษะขึ้นเอง
--- ตัวอย่างกรรมที่ ๑๐ ---
อีกชาติหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลสูง มีความหยิ่งในชาติตระกูล
วันหนึ่ง เห็นภิกษุสงฆ์ฉันโภชนะอันประณีตอยู่ จึงด่าว่า
"เจ้าพวกนักบวชศีรษะโล้นเหล่านี้ จงกินแต่ข้าวแดงเถอะ อย่าได้กินข้าวสาลีอย่างดีเลย"
เพราะผลกรรมนั้น ทำให้ต้องไปเกิดในนรกเป็นเวลานาน
และด้วยเศษของผลกรรมที่ยังเหลืออยู่ ทำให้ในชาติสุดท้ายนี้ ได้รับนิมนต์จากพราหมณ์ให้อยู่จำพรรษาในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
แต่เมื่อทรงรับนิมนต์แล้ว พราหมณ์ถูกมารดลใจ ทำให้ลืมถวายภัตตาหารตลอดพรรษา
พระพุทธเจ้าทรงได้รับข้าวแดงจากคนเลี้ยงม้าแทนตลอด ๓ เดือนนั้น
--- ตัวอย่างกรรมที่ ๑๑ ---
อีกชาติหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลคหบดี มีพละกำลังแข็งแรง
ได้ต่อสู้กับนักมวยปล้ำคนหนึ่ง จับนักมวยปล้ำคนนั้นยกขึ้นหมุนในอากาศ แล้วโยนลงพื้น ทำให้กระดูกไหล่เคลื่อน
เพราะผลกรรมนั้น ทำให้ต้องปวดตามตัวและศีรษะในภพชาติที่เกิด
และด้วยเศษของผลกรรมที่ยังเหลืออยู่ ทำให้ในชาติสุดท้ายนี้ ยังมีการขัดยอกที่พระปฤษฎางค์ (หลัง) เป็นครั้งคราว
--- ตัวอย่างกรรมที่ ๑๒ ---
อีกชาติหนึ่ง พระโพธิสัตว์เลี้ยงชีพด้วยการปรุงยารักษาคน
วันหนึ่ง ได้ปรุงยารักษาโรคให้ลูกของเศรษฐีคนหนึ่งจนหายดี
แต่ไม่ได้รับเงินตอบแทนจากเศรษฐี จึงปรุงยาอีกชนิดหนึ่งให้ลูกเศรษฐีกิน
ลูกเศรษฐีกินยานั้นแล้วอาเจียนออกมาอย่างหนัก
เพราะผลกรรมนั้น ทำให้ต้องป่วยและอาเจียนในภพชาติที่เกิด
และด้วยเศษของผลกรรมที่ยังเหลืออยู่ ทำให้ในชาติสุดท้ายนี้ เมื่อเสวยเนื้อที่นายจุนทะถวายแล้ว เกิดอาพาธ มีการถ่ายลงพระโลหิต
.....
จากตัวอย่างที่ยกมานี้
แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เลิศในโลก
ก็ยังหนีไม่พ้นผลแห่งกรรมไม่ดีที่เคยกระทำไว้ในกาลก่อน
และพระองค์ก็ไม่เคยคิดที่จะหนีด้วย
แล้วพวกเราผู้ซึ่งเรียกตนเองว่า "สาวกของพระพุทธเจ้า"
เป็นผู้ที่นับถือ "พระพุทธศาสนา"
ยังคิดที่จะหาทางหนีผลแห่งกรรมไม่ดีที่เคยกระทำไว้ในกาลก่อนไหม
หรือจะยอมรับกรรมโดยความเคารพ
และตั้งใจทำแต่กรรมที่เป็นกุศล ละเว้นการทำกรรมที่เป็นอกุศล
ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป
..........
คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
ลักษณะของคนมีบุญเป็นอย่างไร
ในสมัยก่อนพุทธกาล มีตำราของพราหมณ์กล่าวถึงลักษณะของมหาบุรุษ
เชื่อกันว่า ผู้ที่มีลักษณะของมหาบุรุษตามตำรานั้นเป็นผู้ที่มีบุญ
ถ้าอยู่ครองเรือน จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
แต่ถ้าออกบวช ก็จะได้เป็นพระพุทธเจ้า
มาในสมัยนี้ บางคนก็ดูว่าคนไหนมีบุญหรือไม่มีบุญจากรูปร่างหน้าตาบ้าง จากโหงวเฮ้งบ้าง จากลายมือบ้าง หรืออื่น ๆ
และเมื่อเชื่อว่า ผู้ที่มีรูปร่างหน้าตาอย่างนี้ มีโหวงเฮ้งอย่างนี้ มีลายมืออย่างนี้ เป็นผู้มีบุญ
หลายคนก็เลยพยายามเปลี่ยนตัวเองให้มีลักษณะเช่นนั้น เช่น เสริมหน้าผาก เสริมจมูก ทำตา ๒ ชั้น ใส่บิ๊กอาย ปรับคาง ฯลฯ เพื่อจะได้เป็นคนมีบุญ ทำอะไรจะได้ประสบความสำเร็จได้บ้าง
.....
ขอย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาลก่อนนะครับ
พระสิทธัตถะกุมารก็ทรงเป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะของมหาบุรุษทั้ง ๓๒ ประการ ถือว่าเป็นผู้ที่มีบุญมาก
ซึ่งมีพราหมณ์ทำนายว่าจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหรือเป็นพระพุทธเจ้า
แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ (ในลักขณสูตร) ว่า
"พวกสมณพราหมณ์ภายนอกอาจจะรู้ลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการนี้ได้
แต่สมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่ทราบว่า เพราะมหาบุรุษทรงทำกรรมอะไรไว้ จึงได้ลักษณะมหาบุรุษนี้"
ขอยกตัวอย่างสิ่งที่พระองค์ตรัสมาเพียงบางข้อนะครับ คือ
"ในชาติก่อน ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ สมาทานในกุศลธรรม สมาทานมั่นคงในกายสุจริต ในวจีสุจริต ในมโนสุจริต ในการจำแนกทาน ในการสมาทานศีล ในการรักษาอุโบสถ ในความเกื้อกูลมารดาบิดา ในความเกื้อกูลสมณะพราหมณ์ ในความประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล และในกุศลธรรมอันยิ่งอื่น ๆ อีก
เพราะได้สั่งสมกรรมนั้น ทำกรรมนั้นให้ไพบูลย์แล้ว หลังจากตายแล้ว จึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ครอบงำเทพเหล่าอื่นในเทวโลกนั้นด้วยฐานะ ๑๐
จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นมนุษย์ จึงได้ลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๑ คือ มีฝ่าพระบาทราบเสมอกัน
ถ้าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ไม่มีมนุษย์คนใดที่เป็นข้าศึกศัตรูข่มได้
ถ้าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่มีข้าศึกศัตรูภายในหรือภายนอก คือ ราคะ โทสะ หรือโมหะ หรือสมณพราหมณ์ เทพ มาร พรหม ใคร ๆ ในโลกนี้จะพึงข่มได้
.....
ในชาติก่อน ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ ได้นำความสุขมาให้แก่คนหมู่มาก บรรเทาภัยคือความหวาดกลัวและความหวาดสะดุ้ง จัดการรักษาป้องกันคุ้มครองอย่างเป็นธรรม และให้ทานพร้อมทั้งของที่เป็นบริวาร
เพราะได้สั่งสมกรรมนั้น ทำกรรมนั้นให้ไพบูลย์แล้ว หลังจากตายแล้ว จึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ครอบงำเทพเหล่าอื่นในเทวโลกนั้นด้วยฐานะ ๑๐
จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นมนุษย์ จึงได้ลักษณะมหาบุรุษข้อที่ ๒ คือ พื้นฝ่าพระบาททั้งสองมีจักรซึ่งมีกำข้างละ ๑,๐๐๐ ซี่ มีกง มีดุม และมีส่วนประกอบครบทุกอย่าง
ถ้าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จะทรงมีบริวารมาก คือ มีพราหมณ์ คหบดี ชาวนิคม ชาวชนบท โหราจารย์และมหาอำมาตย์ แม่ทัพนายกอง ราชองครักษ์ อำมาตย์ บริษัท ราชา เศรษฐี กุมารเป็นบริวาร
ถ้าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะทรงมีบริวารมาก คือ มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์เป็นบริวาร
.....
ในชาติก่อน ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ ละเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ คือ วางทัณฑาวุธและศัสตราวุธ มีความละอาย มีความเอ็นดู มุ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์อยู่
ถ้าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จะมีพระชนมายุยืน ไม่มีข้าศึกศัตรูที่เป็นมนุษย์คนใดสามารถปลงพระชนมชีพในระหว่างได้
ถ้าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีพระชนมายุยืน ไม่มีข้าศึกศัตรูที่เป็นสมณะ พราหมณ์ เทพ มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกสามารถปลงพระชนมชีพในระหว่างได้
.....
ในชาติก่อน
... ให้ของที่ควรเคี้ยว ของที่ควรบริโภค ของที่ควรลิ้ม ของที่ควรชิม น้ำที่ควรดื่ม อันประณีต มีรสอร่อย
... สงเคราะห์ประชาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ คือ
(๑) ทาน (การให้)
(๒) เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก)
(๓) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์)
(๔) สมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ)
... เป็นผู้กล่าววาจาประกอบด้วยประโยชน์ ประกอบด้วยธรรม แนะนำคนหมู่มาก เป็นผู้นำประโยชน์และความสุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้บูชาธรรมเป็นปกติ
... เป็นผู้ตั้งใจสอนศิลปะ วิชา จรณะ หรือกรรม โดยประสงค์ว่าทำอย่างไรชนทั้งหลายนี้พึงรู้ได้เร็ว พึงปฏิบัติได้เร็ว ไม่พึงลำบากนาน
... ได้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ แล้วซักถามสนทนาธรรม
... ไม่มีความโกรธ ไม่มีความแค้นใจ
แม้จะถูกว่ากล่าวรุนแรงก็ไม่ขัดเคือง ไม่โกรธ ไม่จองล้างจองผลาญ
ไม่แสดงความโกรธ ความคิดประทุษร้าย และความเสียใจให้ปรากฏ
... และอื่น ๆ อีกหลายข้อ
โดยทั่วไปแล้ว
เราทุกคนอยากเป็นผู้ที่ไม่มีข้าศึกศัตรูข่มได้
อยากมีเพื่อนฝูงบริวารมาก
อยากมีอายุยืนยาว ฯลฯ
แต่สิ่งที่สรุปได้จากพระดำรัสของพระพุทธเจ้าในพระสูตรนี้ คือ
การจะเป็นผู้ที่ไม่มีข้าศึกศัตรูข่มได้
เกิดจากการสมาทานในกุศลธรรมทั้งหลาย
มิได้เกิดจากการมีลักษณะมหาบุรุษ
การมีเพื่อนฝูงบริวารมาก
เกิดจากการนำความสุขมาให้แก่คนหมู่มาก ป้องกันคุ้มครองอย่างเป็นธรรม
มิได้เกิดจากการมีลักษณะมหาบุรุษ
การมีอายุยืนยาว
เกิดจากการเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ มุ่งประโยชน์เกื้อกูลต่อสรรพสัตว์
มิได้เกิดจากการมีลักษณะมหาบุรุษ
.....
ลักษณะของคนมีบุญ โหงวเฮ้งดี รูปร่างหน้าตาดี ลายมือดี จึงไม่ใช่สิ่งสำคัญ
เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราไม่มีศัตรู
ไม่ได้ทำให้เรามีเพื่อนฝูงบริวารมาก
ไม่ได้ทำให้เรามีอายุยืน
ไม่ได้ทำให้เราได้ในสิ่งที่น่าปรารถนา ...
สิ่งที่สำคัญ คือ การกระทำกรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว
นี่ต่างหากที่จะเป็นเหตุให้เราไม่มีศัตรู
ทำให้เรามีเพื่อนฝูงบริวารมาก
ทำให้เราอายุยืน
ทำให้เราได้ในสิ่งที่น่าปรารถนา ...
ฉะนั้น ความสำคัญจึงสรุปลงมาที่โอวาทปาฏิโมกข์ (คำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา) คือ
การไม่ทำบาปทั้งปวง
การบำเพ็ญบุญกุศลให้ถึงพร้อม
การชำระจิตให้ผ่องใสบริสุทธิ์
นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
.....
คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. ลักขณสูตร (ว่าด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ)
ถ้าจะให้นึกถึง "บุคคลสำคัญของโลก" คุณนึกถึงใครบ้าง?
ทอมัส เอดิสัน, พี่น้องตระกูลไรท์, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, บิลเกตส์, สตีฟจ๊อบส์, ฯลฯ
ถ้าถามต่อไปว่า "ทำไมบุคคลเหล่านี้ถึงเป็นบุคคลสำคัญ"
คุณก็คงนึกถึงผลงานหรือสิ่งประดิษฐ์ของบุคคลเหล่านี้
พักคำตอบของคุณไว้ก่อน
แล้วมาดูพระดำรัสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า
"ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นเอกเมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
บุคคลผู้เป็นเอกคือใคร คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
บุคคลผู้เป็นเอกนี้แลเมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย"
เอาล่ะ ทีนี้มาดูผลงานที่บุคคลสำคัญของโลกได้ทำไว้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องบิน หลักฟิสิกส์ เครื่องคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้แม้จะอำนวยประโยชน์ให้ชาวโลกมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สะดวกสบายขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้มีความสุขมากขึ้นเสมอไป และอาจทำให้มีทุกข์เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งเหล่านั้นด้วยซ้ำ
หรือแม้สิ่งนั้นจะเป็นผลงานด้านอื่น เช่น การเป็นผู้นำต่อต้านการเหยียดสีผิว การเป็นผู้นำเรียกร้องสิทธิมนุษยชน ฯลฯ ก็ยังไม่สามารถทำประโยชน์ให้ในโลกหน้าได้
แต่สิ่งที่บุคคลผู้เป็นเอกเพียงหนึ่งเดียวคือ พระพุทธเจ้า ได้ทรงกระทำไว้
ก็คือการที่พระองค์ได้ตรัสรู้พระธรรมอันประเสริฐ และทรงนำมาแสดงแก่ชาวโลก
พระองค์ทรงแสดงให้เรารู้จักทาน (การให้) และรู้ว่าอานิสงส์ของทาน (การให้) คืออย่างไร
พระองค์ทรงแสดงให้เรารู้จักศีล และรู้ว่าอานิสงส์ของการรักษาศีลเป็นอย่างไร โทษของการละเมิดศีลเป็นอย่างไร
พระองค์ทรงแสดงให้เรารู้จักกรรมที่เป็นอกุศล และรู้ว่าวิบาก (ผล) ของกรรมที่เป็นอกุศลเป็นอย่างไร
พระองค์ทรงแสดงให้เรารู้จักกรรมที่เป็นกุศล และรู้ว่าวิบาก (ผล) ของกรรมที่เป็นกุศลเป็นอย่างไร
พระองค์ทรงแสดงธรรมสำหรับฆราวาสผู้อยู่ครองเรือน และธรรมสำหรับบรรพชิตผู้ละเรือน
พระองค์ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลกทั้งปวง ทั้งมนุษย์ เทวดา มาร พรหม
พระองค์ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์สุขทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า
พระองค์ทรงแสดงธรรมที่มีความงาม (ประโยชน์) ทั้งในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุด
... ฯลฯ ...
ธรรมเหล่านี้ที่พระองค์ทรงนำมาแสดงนั้น เป็นไปเพื่อสุขแต่ฝ่ายเดียว ไม่มีโทษเลย
(ผู้ที่ปฏิบัติแล้วจึงจะรู้ชัดด้วยตนเอง)
ฉะนั้น เราจึงควรให้ความสำคัญในการศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่บุคคลผู้เป็นเอกได้ทรงแสดงไว้แล้ว
ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สุขของเราทั้งในโลกนี้และในโลกหน้านั่นเอง