แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความพลัดพราก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความพลัดพราก แสดงบทความทั้งหมด

ก่อนที่ความตายจะมาถึง


วันนี้  เห็นข่าวเด็กนักเรียนอายุ ๑๖ ปี  ไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็มขณะฝนตก  ถูกไฟดูด
แต่โชคดี  เพื่อนที่มาด้วยช่วยไว้ได้ทัน  จึงรอดตายได้หวุดหวิด

อีกข่าวหนึ่ง  หลวงตาอายุ ๘๑ ปี  ถือขวานไปตัดกิ่งต้นไทรเพื่อพัฒนาวัด  แต่พลาด  ทำให้ถูกกิ่งต้นไทรหล่นทับร่างจนมรณภาพ
.....

ความตายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลา  ทุกสถานที่  เป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องเจอ

เราไม่รู้ว่าความตายจะมาถึงเราเมื่อไร  ที่ไหน
และไม่รู้ว่าจะมาในรูปแบบใด
อาจจะถูกไฟดูดตาย  ถูกกิ่งไม้ใหญ่หล่นทับตาย  ถูกฆ่าตาย  ป่วยตาย  ฯลฯ
ไม่มีใครรู้

แต่ที่รู้แน่ ๆ คือ  เราหนีความตายไม่พ้น

แล้วเราควรทำอย่างไร
.....


(ขอบคุณภาพจาก Facebook ของ Rachata Budlek)


องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนพราหมณ์ที่มีอายุถึง ๑๒๐ ปีว่า
       "ชีวิตถูกชรานำเข้าไปสู่ความมีอายุสั้น
ผู้ที่ถูกชรานำเข้าไปแล้ว  ย่อมไม่มีเครื่องต้านทาน
บุคคลพิจารณาเห็นภัยนี้ในมรณะ
ควรทำบุญที่นำความสุขมาให้
       ความสำรวมทางกาย  วาจา  และใจ  ในโลกนี้
ย่อมมีเพื่อความสุขแก่บุคคลผู้ตายไปแล้ว
ซึ่งได้ทำบุญไว้ขณะเมื่อมีชีวิตอยู่"
.....
(อ่านเพิ่มเติมในปฐมเทวพราหมณสูตร)


อย่าประมาทมัวเมาว่าเรายังหนุ่มยังสาวอยู่
อย่าประมาทมัวเมาว่าเรายังแข็งแรง  ไม่เจ็บไม่ป่วย
อย่าประมาทมัวเมาว่าเรายังไม่ตาย
เพราะความประมาทมัวเมาเหล่านี้  จะทำให้เราทำอกุศลกรรมต่าง ๆ ได้
และจะต้องรับโทษภัยจากอกุศลกรรมเหล่านั้นแม้ในสัมปรายภพ

ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง  ความตายเป็นของเที่ยง
ฉะนั้น  ก่อนที่จะความตายจะมาถึง
เราควรสร้างบุญกุศลไว้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่
ไม่ว่าจะเป็นบุญจากการให้ทาน  รักษาศีล  ฟังธรรม  เจริญสติปัญญา
เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยนำไปสู่ความสุขแม้ในสัมปรายภพได้
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. ปฐมเทวพราหมณสูตร (ว่าด้วยพราหมณ์แก่ ๒ คน  สูตรที่ ๑)


เตือนสติอย่างไรดีเมื่อต้องสูญเสีย


ผู้หญิงคนหนึ่งสูญเสียสามีในขณะที่เขากำลังวิ่งออกกำลังกายอยู่
แพทย์ระบุว่าเกิดจากภาวะหัวใจเต้นไม่เป็นปกติเฉียบพลัน
ทำให้หมดสติล้มลงหัวฟาดพื้น  เสียเลือดมาก  และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ในขณะที่เธอกำลังโศกเศร้ากับการจากไปของสามี
เพื่อนสนิทคนหนึ่งได้กล่าวปลอบเธอว่า
"อย่าเสียใจไปเลย  ดีแล้วที่ไม่เกิดอะไรเลวร้ายไปกว่านี้
ลองคิดดูสิ  ถ้าสามีของเธอเกิดภาวะหัวใจเต้นไม่เป็นปกติ
แล้วหมดสติตอนที่ขับรถพาลูกไปโรงเรียน  อะไรจะเกิดขึ้น"

จากคำพูดของเพื่อน  ทำให้เธอฉุกคิดขึ้นมาได้
"จริงด้วย  อย่างน้อยลูกของฉันก็ยังอยู่
โชคดีที่ไม่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายกว่านี้"
ทำให้เธอคลายความเศร้าไปได้

หลังจากนั้น  ทุกครั้งที่เธอประสบกับปัญหา
ก็มักจะเตือนตัวเองว่า
"โชคดีนะที่มันไม่เลวร้ายไปกว่านี้"

คุณเคยใช้วิธีปลอบใจตัวเองเช่นนี้บ้างไหม
.....


ในสมัยพุทธกาล  ลูกสาวเศรษฐีคนหนึ่งชอบพอกับทาสที่อยู่ในเรือนของตน
จึงพากันหลบหนีไปอยู่กินด้วยกันที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในชนบท

ต่อมา  เธอตั้งครรภ์  จึงกลับไปคลอดที่บ้านพ่อแม่  เพราะคิดว่าจะปลอดภัยกว่า
แต่ระหว่างทางที่ต้องเดินผ่านป่าแห่งหนึ่ง  เธอปวดท้องคลอดขึ้นมา
และในที่สุด  เธอก็คลอดลูกออกมาในป่าแห่งนั้น
เมื่อไม่มีกิจที่จะต้องไปคลอดที่บ้านพ่อแม่แล้ว  จึงกลับไปอยู่ที่ชนบทตามเดิม

ต่อมา  เธอตั้งครรภ์ลูกคนที่ ๒  จึงเดินทางกลับไปบ้านพ่อแม่เศรษฐีอีก
ครั้งนี้เกิดฝนตกหนักผิดฤดู  ฝนตกไม่หยุด  ฟ้าร้องดังลั่น
สามีของเธอจึงไปตัดพุ่มไม้ใหญ่เพื่อมาทำที่หลบฝนให้  แต่กลับถูกงูกัดตาย

เธอปวดท้องใกล้คลอด  ไม่สามารถหาที่หลบฝนได้
รอสามีก็ไม่กลับมาสักที
เธอต้องคลอดลูกคนที่ ๒ อย่างหนาวเย็นและยากลำบากกลางป่า

รุ่งเช้า  เมื่อฝนหยุด  เธอก็จูงลูกคนโตและอุ้มลูกคนที่ ๒ ออกเดินหาสามี
พบศพสามีนอนตายอยู่  เกิดความเสียใจเป็นอย่างมาก

จากนั้น  เธอพาลูก ๆ เดินทางต่อไป  เจอแม่น้ำสายหนึ่งขวางอยู่ตรงหน้า
เธอไม่สามารถพาลูกข้ามแม่น้ำไปได้พร้อมกันทั้ง ๒ คน
จึงบอกให้ลูกคนโตรออยู่ที่ฝั่งนี้
แล้วอุ้มลูกคนเล็กข้ามไปอีกฝั่ง  ให้นอนบนกองใบไม้
แล้วกลับไปรับลูกคนโต

ในขณะที่อยู่กลางแม่น้ำ
เหยี่ยวตัวหนึ่งเห็นลูกคนเล็กของเธอเหมือนชิ้นเนื้อ  จึงโผบินลงมาโฉบไป
เธอจึงร้องตะโกนยกมือไล่เหยี่ยว  แต่ไม่ทันเสียแล้ว

ลูกคนโตเห็นแม่โบกไม้โบกมือไล่เหยี่ยวและร้องเสียงดัง  คิดว่าแม่เรียกตน
จึงเดินลงไปในแม่น้ำ  ทำให้ถูกกระแสน้ำพัดพาไป

เธอเสียใจมาก  เดินเพ้อไปตลอดทางว่า
"ลูกคนหนึ่งถูกเหยี่ยวโฉบไป  ลูกอีกคนถูกน้ำพัดไป  สามีถูกงูกัดตาย"

ขณะนั้น  เธอพบชายคนหนึ่งเดินมาจากในเมือง
จึงถามถึงข่าวคราวของบ้านเศรษฐีผู้เป็นพ่อแม่ของตน

ชายคนนั้นกล่าวว่า
"เมื่อคืนฝนตกหนัก  ลมพัดแรงมาก  ทำให้บ้านของเศรษฐีล้มพังลงมา
ทั้งเศรษฐีและภรรยา  และทุกคนในบ้าน  ตายกันหมด"

เมื่อฟังจบ  เธอถึงกับเสียสติทันที
.....





ในวันที่เราเจอเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิต  ต้องสูญเสียคนที่เรารัก
เราอาจจะสบายใจขึ้นด้วยคำปลอบใจที่ว่า
"โชคดีที่ไม่เกิดเรื่องเลวร้ายมากไปกว่านี้"

แต่ถ้ามีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ อีกล่ะ
ถ้าเราต้องสูญเสียคนรักไปอีก  ครั้งแล้วครั้งเล่า  ในเวลาไล่เลี่ยกัน
วิธีปลอบใจดังกล่าวจะทำให้เราสบายใจขึ้นได้อยู่อีกหรือ
.....

ลูกสาวเศรษฐีเมื่อเสียสติ  เดินโซซัดโซเซไปตามทาง
คำปลอบใจที่ว่า  "โชคดีนะที่มันไม่เลวร้ายไปกว่านี้"  คงใช้กับเธอไม่ได้
เพราะเธอสูญเสียคนรักไปทั้งหมดแล้ว
มันคือเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดแล้วสำหรับเธอ

แต่ด้วยบุญญาธิการที่เธอเคยสั่งสมมาในอดีตชาติ
ทำให้เธอเดินไปจนพบพระพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเตือนสติเธอว่า
"น้ำตาที่ไหลเพราะความทุกข์ในวัฏสงสารอันยาวนานนี้
มีมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ เสียอีก
เธอยังจะประมาทอยู่อีกหรือ"

แล้วตรัสสอนอื่น ๆ อีก  จนเธอได้ขอบวช  และบรรลุพระอรหันต์ในที่สุด
(อ่านเพิ่มเติมได้ในเรื่องปฏาจาราเถรีวัตถุ)
.....

การมองโลกตามความเป็นจริง  ตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น
ที่จะช่วยให้เราคลายจากความทุกข์ได้จริง

"สัตว์ทั้งหลายมีความตายเป็นธรรมดา  ไม่มีใครล่วงพ้นความตายไปได้"

"เมื่อความตายมาถึง
สิ่งไร ๆ ไม่ว่าบิดามารดา  สามีภรรยา  บุตรธิดา  ทรัพย์สินเงินทอง  ก็ต้านทานไว้ไม่ได้"

"สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน  เป็นผู้รับผลของกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ใครทำกรรมใดไว้  จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม  ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น"

ถ้าเราสามารถเห็นจริงและทำใจให้ยอมรับได้ตามความเป็นจริงเช่นนี้
เราก็จะไม่มีความทุกข์เกิดขึ้น
และไม่จำเป็นที่จะต้องหาวิธีปลอบใจใด ๆ มาใช้อีกเลย

ฉะนั้น  การศึกษาพระธรรมจนเกิดปัญญาเห็นจริงตามพระธรรมนั้น
จึงเป็นสิ่งสำคัญและมีค่ายิ่ง  เพราะทำให้เราหมดทุกข์ได้อย่างแท้จริง

ขอให้เจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. ปฏาจาราเถรีวัตถุ (เรื่องพระปฏาจาราเถรี)


ชีวิตแสนสั้น กับสิ่งที่ตามมา


มีเรื่องเล่าของนางฟ้าองค์หนึ่ง  ซึ่งเป็นบริวารของเทพบุตรองค์หนึ่ง
อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

วันหนึ่ง  นางฟ้าองค์นี้หมดบุญในสวรรค์
จึงจุติ (เคลื่อนจากความเป็นนางฟ้า) มาเกิดเป็นมนุษย์

แล้วระลึกชาติได้ว่า
เคยเป็นนางฟ้า  เคยเป็นบริวารของเทพบุตรองค์หนึ่ง
ดังนั้น  เมื่อเป็นมนุษย์อยู่  จึงขวนขวายทำบุญกุศลต่าง ๆ
แล้วตั้งจิตปรารถนาไปเกิดเป็นนางฟ้าอยู่ร่วมกับเทพบุตรองค์นั้นอีก

ต่อมาวันหนึ่ง
หลังจากที่ขวนขวายทำบุญถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ในตอนเช้าแล้ว
ตกตอนเย็น  ก็ถึงแก่ความตายด้วยโรคบางอย่าง
ด้วยอายุที่ไม่ถึง ๑๐๐ ปี
แล้วได้กลับไปเกิดร่วมกับเทพบุตรองค์นั้นอีก

เวลา ๑ วันในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เทียบได้กับเวลา ๑๐๐ ปีในโลกมนุษย์
ดังนั้น  เมื่อกลับมาเป็นนางฟ้าในสวรรค์อีกครั้ง
จึงยังคงเป็นวันเดียวกันกับที่ได้ไปเกิดในโลกมนุษย์

เทพบุตรถามนางฟ้านั้นว่าหายไปไหนมา
เธอได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง

เทพบุตรถามว่า
"ชีวิตของคนในโลกมนุษย์ไม่ถึง ๑๐๐ ปี
แล้วมนุษย์ทั้งหลายทำอะไรกัน
ขวนขวายสร้างบุญกุศล  ให้ทาน  รักษาศีล
หรือว่าประมาทมัวเมา  เพลิดเพลินกันอยู่"

คำตอบที่ได้คือ
"มนุษย์โดยส่วนใหญ่  ประมาทมัวเมากันอยู่
ราวกับว่าจะมีอายุเป็นร้อยปีพันปี
ราวกับว่าจะไม่แก่ไม่ตาย"

(คุณเห็นด้วยกับคำตอบของนางฟ้านี้ไหม
อ่านเพิ่มเติมได้ในเรื่องปติปูชิกาวัตถุ)
..........


อย่างไรก็ดี
ก็ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งที่รู้ว่าอายุคนเราไม่ได้ยืนยาวอย่างนั้น
รู้ว่าทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย
ใช่  ยังมีหลายคนที่ตระหนักได้อย่างนี้

แต่ .....  ตามมาด้วยความคิดที่ว่า

"ชีวิตคนเรามันสั้น  อยากทำอะไรก็รีบทำซะ
อยากทำอะไร  ทำ
อยากกินอะไร  กิน

อยากไปเที่ยวไหน  เที่ยว
อย่ามัวรอวันพรุ่งนี้
ใช้ทุกวัน  ทุกเวลา  ทุกวินาที  ให้คุ้มค่าที่สุด
เพราะถ้าวันเวลา  โอกาส  มันผ่านไปแล้ว  มันกลับมาไม่ได้อีก"
.....

"ชีวิตมันสั้น  อย่าทำตัวซับซ้อน
รักให้บอก  เกลียดให้ถาม  มีปัญหาให้เคลียร์"
.....

"ชีวิตคนเราสั้นนัก  ใส่ใจแค่ตนเองก็พอ
แล้วชีวิตจะมีความสุขมากขึ้นเป็นกอง"
.....

แล้วในทางพระพุทธศาสนา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างไร



(ขอบคุณภาพจาก pixabay.com)


ครั้งหนึ่ง
มีพราหมณ์แก่เข้าไปกราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
"ข้าพระองค์มีอายุถึง ๑๒๐ ปีแล้ว
แต่ไม่เคยทำความดี  ไม่เคยสร้างกุศลไว้
ข้าพระองค์ควรทำอย่างไร  พระพุทธเจ้าข้า"

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
       "ชีวิตถูกชรานำเข้าไปสู่ความมีอายุสั้น
ผู้ที่ถูกชรานำเข้าไปแล้ว  ย่อมไม่มีเครื่องต้านทาน
บุคคลพิจารณาเห็นภัยนี้ในมรณะ
ควรทำบุญที่นำความสุขมาให้
       ความสำรวมทางกาย  วาจา  และใจ  ในโลกนี้
ย่อมมีเพื่อความสุขแก่บุคคลผู้ตายไปแล้ว
ซึ่งได้ทำบุญไว้ขณะเมื่อมีชีวิตอยู่"

เมื่อพราหมณ์ผู้นี้ไม่เคยบำเพ็ญบุญกุศล  ไม่เคยละบาปอกุศล
สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน
ก็ให้พราหมณ์เริ่มบำเพ็ญบุญกุศล  ละบาปอกุศล
.....

อีกครั้งหนึ่ง
มีเทวดาองค์หนึ่งเข้าไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แล้วกราบทูลความเห็นของตนว่า
       "ชีวิตถูกชรานำเข้าไปสู่ความมีอายุสั้น
ผู้ที่ถูกชรานำเข้าไปแล้ว  ย่อมไม่มีเครื่องต้านทาน
บุคคลพิจารณาเห็นภัยนี้ในมรณะ
ควรทำบุญที่นำความสุขมาให้"

เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนพราหมณ์แก่ข้างต้นเลย

แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับเทวดานั้นว่า
       "ชีวิตถูกชรานำเข้าไปสู่ความมีอายุสั้น
ผู้ที่ถูกชรานำเข้าไปแล้ว  ย่อมไม่มีเครื่องต้านทาน
บุคคลพิจารณาเห็นภัยนี้ในมรณะ
ควรละโลกามิส  มุ่งสู่สันติ (คือนิพพาน) เถิด"

การได้เสวยผลของบุญในสวรรค์  เป็นสิ่งนำสุขมาให้ก็จริง
แต่เทวดาก็มีหมดอายุขัย
และเมื่อจุติจากเทวดาแล้ว  ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่อีก

ฉะนั้น  เมื่อสิ่งที่ประเสริฐกว่า  มีอยู่
พระพุทธเจ้าจึงตรัสให้เทวดานั้นไม่หยุดอยู่แค่สวรรค์
แต่ทรงชี้ให้เห็นถึงประโยชน์สูงสุด (คือนิพพาน)

(พระสูตรลักษณะนี้มีปรากฏในพระไตรปิฎกถึง ๔ แห่ง
ดูที่ลิงค์ข้างล่าง)
.....


ความเห็นเรื่อง  "ชีวิตแสนสั้น"  จึงมีหลายระดับ  คร่าว ๆ ดังนี้

ระดับ ๑   ไม่สนใจเรื่องชีวิตแสนสั้น  ใช้ชีวิตประมาทมัวเมาในโลกไปวัน ๆ

ระดับ ๒   รู้ว่าชีวิตแสนสั้น  จึงใช้ชีวิตแบบที่เรียกว่าสนุกให้เต็มที่  กินให้เต็มที่  เที่ยวให้เต็มที่  ไม่ต้องแคร์ใคร  ทำทั้งบุญ  ทำทั้งบาป

ระดับ ๓   รู้ว่าชีวิตแสนสั้น  จึงรีบขวนขวายทำความดี  เพราะรู้ว่าโอกาสที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์เพื่อทำความดีมีน้อย

ระดับ ๔   รู้ว่าชีวิตแสนสั้น  รีบทำความดี  ละความชั่วทั้งหมด  ทำตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเพื่อจะได้ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก

พระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นไปตามลำดับ

คำถาม  "เราอยู่ระดับไหน"
..........

คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. ปติปูชิกาวัตถุ (เรื่องนางปติปูชิกา)
๒. ปฐมเทวพราหมณสูตร (ว่าด้วยพราหมณ์แก่ ๒ คน  สูตรที่ ๑)
๓. อุปนียสูตร (ว่าด้วยชีวิตถูกชรานำเข้าไป)
๔. อัจเจนติสูตร (ว่าด้วยกาลที่ล่วงเลยไป)
๕. อุตตรสูตร (ว่าด้วยอุตตรเทพบุตร)
๖. นันทสูตร (ว่าด้วยนันทเทพบุตร)


๕ สิ่งที่ไม่มีใครขอได้


โดยปกติ  น้ำจะไหลจากที่สูงไปสู่ที่ต่ำ
แต่เราก็สามารถสร้างปั๊มส่งน้ำให้ไหลจากที่ต่ำไปที่สูงได้
โดยปกติ  เราไม่สามารถบินได้เหมือนนก
แต่เราก็สามารถสร้างเครื่องบินให้เราอยู่บนฟ้าได้
โดยปกติ  เราใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์
แต่เราก็สามารถสร้างยานอวกาศออกไปสำรวจดาวดวงอื่น ๆ ได้
ฯลฯ
ด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้  เราสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ที่เราไม่เคยทำได้อดีตให้เป็นไปได้  จนเราคิดว่าเราสามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้ตามที่เราปรารถนา
.....

อย่างไรก็ตาม  ก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่สามารถควบคุมได้  ไม่ว่าจะเวลาไหน  ไม่ว่าในอดีต  ปัจจุบัน  หรือแม้ในอนาคตก็ตาม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ (ในฐานสูตร) ว่า
"ฐานะ ๕ ประการ  ที่ไม่มีใครพึงได้  คือ
๑. ขอสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของเรา  อย่าแก่
๒. ขอสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาของเรา  อย่าเจ็บไข้
๓. ขอสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดาของเรา  อย่าตาย
๔. ขอสิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดาของเรา  อย่าสิ้นไป
๕. ขอสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาของเรา  อย่าฉิบหาย"

ไม่ว่าเราจะพยายามด้วยวิธีใด ๆ  ด้วยเทคโนโลยีใด ๆ  ด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ  ด้วยเทพเจ้าใด ๆ  ด้วยเวทมนต์ใด ๆ  ฯลฯ
เพื่อขอให้สิ่งที่มีความแก่  ความเจ็บไข้  ความตาย  ความสิ้นไป  ความฉิบหายของเรา  จงอย่าแก่  อย่าเจ็บไข้  อย่าตาย  อย่าสิ้นไป  อย่าฉิบหาย  ย่อมเป็นไปไม่ได้

ในวันที่เราประสบกับเหตุการณ์เหล่านี้
พ่อแม่ล้มป่วยเป็นโรคเรื้อรัง
ลูกหลานไม่สบายเป็นโรคร้ายแรง
คนที่เรารักไปมีคนรักใหม่
คนที่เรารักตายจากไป
ทรัพย์สินมีค่าวอดวายฉิบหาย
ฯลฯ
ถ้าเราไม่ได้พิจารณาเนือง ๆ ในฐานะเหล่านี้
เราก็คงจะเศร้าโศก  พิไรรำพัน  ตีอกชกหัว  ร้องไห้คร่ำครวญ  บ่นพร่ำเพ้อ
ไม่อยากกินข้าว  ไม่ดูแลร่างกาย  ไม่อยากทำงาน
เมื่อเป็นเช่นนี้  เพื่อน ๆ ก็จะพลอยเป็นทุกข์เสียใจไปด้วย
แต่คนที่ไม่หวังดีกับเราก็จะดีใจที่เห็นเราเป็นทุกข์

แม้ในสมัยพุทธกาล  มีพระราชา ๒ พระองค์ที่สูญเสียมเหสีผู้เป็นที่รัก
พระราชาองค์แรกเมื่อทรงทราบข่าว  ก็ทรงเป็นทุกข์  เสียพระทัย  ประทับนั่งพระศอตก  ก้มพระพักตร์  ทรงอึ้งอยู่  (ในโกสลสูตร)
พระราชาอีกองค์หนึ่งก็ไม่สรงสนาน  ไม่แต่งพระองค์  ไม่เสวยพระกระยาหาร  ไม่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ  ทรงซบอยู่ที่พระศพของพระมเหสีตลอดคืนตลอดวัน  (ในนารทสูตร)

ลองคิดดูว่า  ถ้าเราตกอยู่ในสภาพเช่นนี้  คนที่รักเรา  เป็นห่วงเรา  เขาจะรู้สึกอย่างไร
หรือถ้าคนที่เรารักตกอยู่ในสภาพเช่นนี้  เราจะรู้สึกอย่างไร


(ขอบคุณภาพจาก pixabay.com)

ผู้ที่พิจารณาอยู่เสมอ ๆ ว่า
"ไม่ใช่สิ่งที่มีความแก่  ความเจ็บไข้  ความตาย  ความสิ้นไป  ความฉิบหาย  ของเราเท่านั้น  ที่จะต้องแก่  ต้องเจ็บไข้  ต้องตาย  ต้องสิ้นไป  ต้องฉิบหาย
แท้จริงแล้ว  สิ่งที่มีความแก่  ความเจ็บไข้  ความตาย  ความสิ้นไป  ความฉิบหาย  ของสัตว์อื่น  ก็ต้องแก่  ต้องเจ็บไข้  ต้องตาย  ต้องสิ้นไป  ต้องฉิบหาย  ด้วยกันทั้งสิ้น
.....
เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว  ถ้าเราจะมัวเศร้าโศกเสียใจ  คร่ำครวญอยู่
อาหารก็ไม่ยอมรับประทาน  กายก็จะเศร้าหมอง  การงานก็จะหยุดชะงัก
พวกศัตรูก็จะดีใจ  พวกมิตรก็จะเสียใจ"

เมื่อพิจารณาได้ดังนี้แล้ว  ก็จะไม่เศร้าโศกเสียใจ
เพราะความเศร้าโศกเสียใจ  ไม่ได้ช่วยให้สิ่งเหล่านั้นไม่เกิดขึ้น
ไม่มีประโยชน์อะไรจากความเสียใจนั้น

สมดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า
       "ประโยชน์แม้เล็กน้อยในโลกนี้
ใคร ๆ ย่อมไม่ได้ด้วยความเศร้าโศก
ย่อมไม่ได้ด้วยความคร่ำครวญ
พวกศัตรูทราบว่าเขาเศร้าโศกเป็นทุกข์  ย่อมดีใจ
...
       แต่ในกาลใด  บัณฑิตฉลาดในการพิจารณาเหตุผล
ไม่หวั่นไหวในอันตราย (ในสิ่งที่เกิดขึ้น) ทั้งหลาย
ในกาลนั้น  พวกศัตรูเห็นหน้าซึ่งไม่ผิดปกติของบัณฑิตนั้น
ผู้ยังยิ้มแย้มตามเคย  ย่อมเป็นทุกข์
...
       บุคคลหากพึงได้ตามต้องการในที่ใด ๆ ด้วยวิธีใด ๆ
คือด้วยการสรรเสริญ  ด้วยการร่ายมนตร์
ด้วยการกล่าวคำสุภาษิต  ด้วยการให้
หรือด้วยการอ้างประเพณี
ก็พึงบากบั่นในที่นั้น ๆ ด้วยวิธีนั้น ๆ
...
       หากทราบว่าความต้องการนี้เราหรือคนอื่นไม่พึงได้
ก็ไม่ควรเศร้าโศก
ควรพิจารณายอมรับว่าเป็นธรรมดาของสิ่งเหล่านั้นในโลก
บัดนี้  เราจะทำอะไรได้"

ความเศร้าโศกเสียใจไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย
ถ้าการร้องไห้คร่ำครวญจะเป็นประโยชน์ให้สิ่งเหล่านั้นไม่เกิดขึ้น  ท่านผู้รู้ทั้งหลายก็คงจะสรรเสริญการร้องไห้คร่ำครวญ
แต่เพราะการขอให้สิ่งเหล่านั้นอย่าเกิด  มันเป็นไปไม่ได้
เพราะนี่คือธรรมดาของโลก  เราไม่สามารถห้ามอะไรได้
แล้วเราจะเศร้าโศกเสียใจเพื่อประโยชน์อะไร

ฉะนั้น  ไม่ว่าความแก่  ความเจ็บไข้  ความตาย  ความสิ้นไป  ความฉิบหาย  จะเกิดขึ้นกับเรา  หรือกับคนที่เรารัก
เราก็ไม่ควรจมอยู่ในทุกข์
และคนอื่น ๆ ที่รักเราก็จะได้ไม่เป็นทุกข์ไปกับเราด้วย

คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง

๑. ฐานสูตร (ว่าด้วยฐานะที่ใคร ๆ ไม่พึงได้)
๒. โกสลสูตร (ว่าด้วยพระเจ้าปเสนทิโกศล)
๓. นารทสูตร (ว่าด้วยพระนารทะ)



ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป


สามีภรรยาคู่หนึ่ง  เป็นคู่ที่รักกันมาก  ไม่เคยคิดนอกใจกันเลยแม้แต่น้อย
ต่างก็มีความปรารถนาว่าอยากจะเกิดมาพบกันอีก  ทั้งในชาตินี้และชาติต่อ ๆ ไป
จึงได้เข้าไปกราบทูลเล่าความประสงค์นี้ให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบ

(ก่อนที่จะอ่านต่อไป  ลองคิดดูก่อนนะครับว่า
ถ้ามีคนมาถามเราอย่างนี้  เราจะตอบเขาอย่างไร ???
และพระพุทธเจ้าจะตรัสตอบอย่างไร ???)

ในครั้งนั้น  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับสามีภรรยาคู่นั้น (ในปฐมสมชีวีสูตร) ว่า
"ถ้าสามีและภรรยาทั้ง ๒ ฝ่ายหวังจะพบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
ทั้ง ๒ ฝ่ายพึงมีศรัทธาเสมอกัน  มีศีลเสมอกัน  มีจาคะเสมอกัน  มีปัญญาเสมอกัน
สามีและภรรยาทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นย่อมได้พบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ....."

ความปรารถนาที่จะเกิดมาพบกันอีกจะสำเร็จได้  ไม่ใช่ด้วยการอธิษฐานเท่านั้น
แต่ต้องทำเหตุปัจจัยที่จะทำให้ความปรารถนานั้นสัมฤทธิ์ผลด้วย
นั้นคือ  ทั้ง ๒ ฝ่ายต้องมีคุณธรรมเสมอกัน
(ซึ่งในพระสูตรนี้  ทรงตรัสถึงศรัทธา  ศีล  จาคะ  ปัญญา  ที่เสมอกัน)



ไม่เพียงแค่คู่สามีภรรยาเท่านั้น  แม้คู่พ่อแม่ลูกหรือคู่อื่น ๆ ที่อยากเกิดพบกันอีก
ก็ต้องมีคุณธรรมที่เสมอกันเช่นเดียวกัน

โดยนัยนี้แล  เมื่อเราหลายคนตั้งความปรารถนาไว้ว่า
"ขอเป็นข้ารองพระบาท (ในหลวงรัชกาลที่ ๙) ทุกชาติไป"
การอธิษฐานเพียงอย่างเดียว  ไม่อาจทำให้ความปรารถนานี้ของเราสำเร็จได้
แต่เราจะต้องสร้างคุณธรรมของเราให้เสมอกันกับพระองค์ท่านด้วย
ละความไม่ดีทั้งหลาย  ทำแต่ความดี  ทั้งการให้ทาน  รักษาศีล  ตั้งมั่นในธรรม
แล้วความปรารถนาของเราที่จะได้พบพระองค์ท่านอีก  จะได้เป็นจริง

คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. ปฐมสมชีวีสูตร (ว่าด้วยผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เสมอกัน  สูตรที่ ๑)



เมื่อต้องพลัดพราก


ถ้าพูดถึง "พระอานนท์"  หลายคนคงจะเคยได้ยินชื่อนี้มาบ้าง
ท่านพระอานนท์เป็นพระพุทธอุปัฏฐาก  มีความรักและเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก  คอยถวายการอุปัฏฐากเป็นอย่างดี  และสามารถสละชีวิตเพื่อพระพุทธเจ้าได้ (ดังตัวอย่างเหตุการณ์ที่พระเทวทัตมอมเหล้าช้างนาฬาคิรีเพื่อให้ทำร้ายพระพุทธเจ้าในขณะเสด็จบิณฑบาต  พระอานนท์ได้ออกมายืนขวางอยู่เบื้องหน้าพระพุทธเจ้า)
กล่าวได้ว่า  ความรักที่พระอานนท์มีต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมากยิ่งนัก

เมื่อครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน  พระอานนท์ก็เกิดความเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า
       "อย่าเลย  อานนท์  เธออย่าเศร้าโศก  อย่าคร่ำครวญเลย
เราบอกไว้ก่อนแล้วมิใช่หรือว่า  'ความพลัดพราก  ความทอดทิ้ง  ความแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น  จากของรักของชอบใจทุกอย่าง  จะต้องมี'
ฉะนั้น  จะไปหวังอะไรในสิ่งเหล่านั้นเล่า
สิ่งที่เกิดขึ้น  มีขึ้น  ถูกปัจจัยปรุงแต่ง  ล้วนแตกสลายเป็นธรรมดา
ความปรารถนาว่า  'ขอสิ่งนั้นอย่าเสื่อมสลายไปเลย'  นั่นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้
       อานนท์  เธออุปัฏฐากเรามาช้านาน
ด้วยเมตตากายกรรม  อันเกื้อกูลให้เกิดสุข  เสมอต้นเสมอปลาย  ไม่มีประมาณ
ด้วยเมตตาวจีกรรม  อันเกื้อกูลให้เกิดสุข  เสมอต้นเสมอปลาย  ไม่มีประมาณ
ด้วยเมตตามโนกรรม  อันเกื้อกูลให้เกิดสุข  เสมอต้นเสมอปลาย  ไม่มีประมาณ
อานนท์  เธอได้ทำบุญไว้แล้ว  จงประกอบความเพียรเข้าเถิด  เธอจะเป็นผู้สิ้นอาสวะกิเลสโดยเร็ว"

สังเกตไหมครับว่า  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนพระอานนท์อย่างไร

ทรงเตือนสติให้เห็นความจริงของชีวิต  ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้
"ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก  เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอในไม่ช้าก็เร็ว"
การรู้ความจริงและยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น  ที่จะทำให้เราไม่เศร้าโศกได้

แน่นอนว่าทุกคนเมื่อยังไม่หมดกิเลส  ก็ย่อมมีของรักของชอบใจ  ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่รัก  หรือสิ่งของที่่รักก็ตาม

แต่ของรักของชอบใจเหล่านั้นสักวันหนึ่งก็ต้องพลัดพรากจากเรา
ถ้าเราได้พิจารณาความจริงนี้อยู่เนือง ๆ จนสามารถยอมรับความจริงนี้ได้  เมื่อความพลัดพรากมาถึง  เราก็จะไม่ทุกข์

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังได้ตรัสเตือนพระอานนท์ให้ทำความเพียรเพื่อความหมดกิเลส

เพราะความทุกข์ความเศร้าโศกไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย
เป้าหมายในการประพฤติธรรมของพระอานนท์ก็จะไม่บรรลุผล
การที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเหน็ดเหนื่อยกับการสั่งสอนสาวกทั้งหลาย  ก็เพื่อต้องการให้สาวกเหล่านั้นพ้นจากทุกข์
พระองค์ไม่ทรงยินดีเป็นแน่ที่สาวกเศร้าโศก  และละเลยการทำความเพียรเพื่อประโยชน์ที่ควรบรรลุ


(ขอบคุณภาพจาก facebook.com/thaiminutevideos)

ฉันใดก็ดี  ในขณะนี้

แม้เราจะสูญเสียพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  บรมนาถบพิตร  ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทย
แต่พระธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้  เป็นความจริงแท้  ไม่มีทางเป็นอื่น  นั่นคือ
"ความพลัดพราก  ความทอดทิ้ง  ความแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น  จากของรักของชอบใจทุกอย่าง  จะต้องมี .....
ความปรารถนาว่า  'ขอสิ่งนั้นอย่าเสื่อมสลายไปเลย'  นั่นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้"

ถ้าเราพิจารณาในพระธรรมคำสอนนี้อยู่เนือง ๆ

เราจะรู้ว่าความเศร้าโศก  ความคร่ำครวญ  ไม่ใด้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดเลย
แต่การเห็นความจริงของชีวิต  และยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น
แล้วตั้งมั่นทำความดี  สร้างกุศลผลบุญ  ละจากบาปอกุศลกรรมทั้งหลาย
เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขต่อตัวเราเองและต่อสังคมประเทศชาติ
การทำได้เช่นนี้  น่าจะเป็นการบูชาตอบแทนพระคุณของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้ดีกว่า
(ไม่ได้บอกว่าห้ามเศร้าโศก  แต่จะบอกว่าเราควรปฏิบัติตนอย่างไร)

เมื่อพระองค์ได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการไว้ว่า

"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม  เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"
ฉะนั้น  แม้เราพสกนิกรทั้งหลาย
ก็ควรจะประพฤติปฏิบัติตัวให้อยู่ในศีลในธรรม  ดำรงชีวิตโดยธรรม
จึงจะสอดรับกับพระราชปณิธานของพระองค์ได้ดีที่สุด