แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเชื่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเชื่อ แสดงบทความทั้งหมด

ทำบุญถวายอะไรดี


วันก่อน  ได้เห็นโพสต์ของเพื่อนในเฟซบุ๊ค  แชร์คำพูดของหมอดูคนหนึ่งที่กล่าวถึงการทำบุญเสริมดวงในช่วงเข้าพรรษานี้สำหรับคนที่เกิดในวันต่าง ๆ ไว้ว่า

คนที่เกิดวันจันทร์  ให้ทำบุญด้วยเทียนพรรษา  หลอดไฟ  ไฟฉาย  ชุดสังฆทาน  จะได้เริ่มต้นสิ่งใหม่ที่จะช่วยนำชีวิตไปสู่ความสำเร็จ

คนที่เกิดวันอังคาร  กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง  ให้ทำบุญด้วยข้าวสารอาหารแห้ง  เพื่อเสริมให้ชีวิตมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารการกิน

คนที่เกิดวันพุธ  มีโชคทางการเจรจาสื่อสาร  ให้ทำบุญด้วยอุปกรณ์การเรียน  เครื่องเขียน  หนังสือ  หลอดไฟ  โคมไฟ

คนที่เกิดวันพฤหัสบดี  มีเกณฑ์เจ็บป่วย  ไม่สบายได้ง่าย  ให้เน้นการทำบุญด้วยยาสามัญประจำบ้าน  ยารักษาโรคต่าง ๆ

คนที่เกิดวันศุกร์  เป็นคนที่มีโชคที่ดีอยู่แล้ว  ให้ทำบุญด้วยชุดของใช้สำหรับพระสงฆ์  หรือของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน  สบู่  แปรงสีฟัน  น้ำยาล้างจาน  ช่วยเสริมให้มีโชคลาภ  มีกินมีใช้  ไม่ขัดสน

คนที่เกิดวันเสาร์  เป็นคนที่มีโอกาสได้เดินทางบ่อยขึ้น  ให้ทำบุญด้วยผ้าไตรจีวร  รองเท้า  อาสนะ  เพื่อส่งเสริมดวงการเดินทางให้ราบรื่นลงตัวคลาดแคล้วปลอดภัย

คนที่เกิดวันอาทิตย์  จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน  ให้ทำบุญด้วยข้าวสาร  อาหารแห้ง  หรือของใช้ในครัว  ช่วยเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีและทำให้มีกินมีใช้ตลอด

นอกจากนี้  ยังกล่าวอีกว่า
คนที่อยากจะเสริมโชคเรื่องความรัก  ให้ทำบุญด้วยของเป็นคู่  เช่น  เทียนคู่  ช้อนส้อม  รองเท้า

คนที่อยากมีโชคด้านการเงิน  ควรทำบุญด้วยข้าวสาร  อาหารแห้ง  หรือชุดเครื่องครัว  ถ้วยชาม

คนที่มีปัญหาเรื่องงาน  ให้ทำบุญด้วยแสงสว่าง  เช่น  ไฟฉาย  หลอดไฟ

คนที่มีปัญหาสุขภาพ  ให้ถวายยา
.....





คราวนี้  ลองมาดูการทำบุญของอุบาสกอุบาสิกาในสมัยพุทธกาลบ้าง

นางวิสาขาเห็นว่าภิกษุต้องเปลือยกายอาบน้ำกลางฝน  จึงขอพระพุทธานุญาตถวายผ้าอาบน้ำฝนเป็นครั้งแรก

นางวิสาขาเห็นพระที่มาจากต่างแดน  ยังไม่ชำนาญเส้นทางในหมู่บ้าน  ทำให้ลำบากในการบิณฑบาต  จึงขอพระพุทธานุญาตถวายภัตสำหรับภิกษุผู้มาพักชั่วคราว

นางวิสาขาเห็นพระที่จะจาริกไปต่างถิ่น  แต่ต้องออกบิณฑบาตก่อน  ทำให้พลาดหมู่เกวียน  จึงขอพระพุทธานุญาตถวายภัตสำหรับภิกษุที่จะเดินทาง

นางวิสาขาเห็นพระที่ป่วยไข้ได้อาหารที่ไม่เหมาะกับโรค  จึงขอพระพุทธานุญาตถวายภัตสำหรับภิกษุไข้

นางวิสาขาเห็นพระที่คอยพยาบาลภิกษุไข้ต้องอดบิณฑบาต  จึงขอพระพุทธานุญาตถวายภัตสำหรับภิกษุที่ดูแลภิกษุไข้

นางวิสาขาเห็นพระที่ป่วยไข้ไม่มียาสำหรับรักษาโรค  จึงขอพระพุทธานุญาตถวายเภสัชสำหรับภิกษุไข้
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในวิสาขาวัตถุ)


ก่อนที่นางวิสาขาจะทำบุญถวายทาน  นางได้ดูไหมว่าตนเองเกิดวันอะไร  ควรจะถวายอะไร

สิ่งที่นางวิสาขาทำบุญถวายพระ  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่านางเกิดวันอะไร  ถวายแล้วนางจะได้อานิสงส์อะไร

แต่ขึ้นอยูกับว่าผู้รับจำเป็นต้องใช้สิ่งใด  ถวายแล้วจะเกิดประโยชน์อะไรต่อผู้รับ
.....

เห็นความแตกต่างในการเลือกสิ่งของทำบุญใน ๒ เหตุการณ์ไหมครับ

ย้อนกลับมาสำรวจตัวเราเอง
เราใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการเลือกสิ่งที่จะนำไปทำบุญ
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. วิสาขาวัตถุ (ว่าด้วยนางวิสาขากราบทูลขอพร)


มีปัญหาชีวิต ต้องแก้อย่างไร


เด็กคนหนึ่งเกิดมาในตระกูลคนยากจน
เขามีรูปร่างประหลาด  มือเท้าไม่สมประกอบ
แถมยังมีหน้าตาอัปลักษณ์  ตา  หู  จมูก  ปาก  ไม่อยู่ในตำแหน่งปกติ
ตั้งแต่วันที่เขาปฏิสนธิในท้องมารดา  จนกระทั่งคลอดออกมา  ครอบครัวก็หากินฝืดเคืองมาตลอด

สมมติว่าคุณเป็นเด็กคนนั้น
ร่างกายก็ไม่สมประกอบ  เกิดมามีชีวิตอาภัพอย่างนี้
คุณจะทำอย่างไร
.....


(ขอบคุณภาพจาก mthai.com)


หลายคนที่ชีวิตอาจจะไม่ราบรื่น  มีปัญหาอุปสรรคตลอดเวลา
หรือแม้บางคนที่ชีวิตไม่ได้มีปัญหาอะไรมากนัก
แต่มีคนมาทักว่าโครงหน้าไม่ดี  โหงวเฮ้งไม่ดี  มีปานตรงนั้น  มีไฝตรงนี้
แล้วชวนให้ศัลยกรรมผ่าตัด  เพื่อเปลี่ยนโครงหน้าให้ดี  ให้โหงวเฮ้งดีขึ้น
สิ่งเหล่านี้  เพื่อที่จะให้ชีวิตดีขึ้น  ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ลดน้อยลง

คุณคิดว่าอย่างไร
.....

สำหรับเด็กที่หน้าตาอัปลักษณ์คนนั้น  เกิดมาพิกลพิการ  ลำบาก
ถ้าเด็กคนนั้นไปผ่าตัดให้ร่างกายสมบูรณ์ขึ้น
คุณคิดว่าชีวิตของเขาจะพ้นจากความลำบากได้จริงไหม

ย้อนกลับไปดูในอดีตชาติที่แล้ว
เด็กคนนี้เคยเป็นเศรษฐีคนหนึ่ง  แต่มีนิสัยตระหนี่  ขี้เหนียว
แม้จะสอนลูกสอนหลาน  ก็สอนให้เป็นคนตระหนี่เหมือนตน
เขากลัวทรัพย์สินจะหมดสิ้นไป  จึงไม่ยอมบอกที่ฝังขุมทรัพย์ของตนให้ใครรู้แม้กระทั่งลูกของตัวเอง

ด้วยความตระหนี่อันเป็นมลทินในใจนี้เอง
หลังจากตายแล้ว  เศรษฐีตระหนี่ผู้นี้จึงมาเกิดเป็นเด็กหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้
และด้วยผลของความตระหนี่ในชาตินั้นเอง  ทำให้เขาต้องมีชีวิตที่ยากลำบากในชาตินี้
(อ่านเพิ่มเติมได้ในอานันทเสฏฐิวัตถุ)
.....

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว
แม้จะมีใครทำศัลยกรรมผ่าตัดให้เด็กคนนี้  ให้มีรูปร่างหน้าตาปกติ  ให้มีร่างกายปกติ
หรือแม้จะยิ่งไปกว่านั้น  ศัลยกรรมให้มีโหงวเฮ้งดีตามตำรากันเลย
แต่ความยากลำบากในชีวิตจะหมดสิ้นไปไหม

สาเหตุของการมีชีวิตยากลำบาก  มีปัญหาอุปสรรคมากมาย
ไม่ได้เกิดจากการมีหน้าตาขี้เหร่
ไม่ได้เกิดจากการมีโหงวเฮ้งไม่ดี
ไม่ได้เกิดจากการมีไฝตรงนั้น  มีปานตรงนี้

การศัลยกรรมปรับเปลี่ยนใบหน้า  การเอาไฝเอาปานออก
จึงไม่ช่วยแก้ปัญหาชีวิตได้จริง

เราทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน  และเป็นผู้รับผลของกรรมที่เราทำมาเอง
ฉะนั้น  ถ้าต้องการให้มีชีวิตราบรื่น  ไม่มีปัญหาอุปสรรค
ก็ควรแก้ให้ถูกจุด

กรรมในอดีตที่ผ่านมาแล้ว  เราไม่สามารถย้อนเวลาไปแก้ไขอะไรได้
ปัญหาชีวิตในปัจจุบัน  ก็เป็นผลมาจากการกระทำของเราเองที่เราต้องยอมรับ

แต่สิ่งสำคัญที่เราจะทำได้ในเวลานี้  และต่อ ๆ ไป
คือ  ทำแต่กรรมดี  ละเว้นกรรมที่ไม่ดีทั้งปวง
เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาชีวิตในอนาคตข้างหน้า

ดีกว่าเสียเวลาไปแก้ผิดจุด  แก้ผิดที่ผิดทาง  และไม่ได้ผลจริง
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. อานันทเสฏฐิวัตถุ (เรื่องอานนทเศรษฐี)


ตัวช่วยแก้เหตุร้าย


ใครเคยสวดพระคาถาบทนี้บ้าง  ชื่อพระคาถาว่า  อภยปริตร
บทสวดมีดังนี้

ยันทุนนิมิตตัง  อะวะมังคะลัญจะ
โย  จามะนาโป  สะกุณัสสะ  สัทโท
ปาปัคคะโห  ทุสสุปินัง  อะกันตัง
พุทธานุภาเวนะ  วินาสะเมนตุ ฯ

ยันทุนนิมิตตัง  อะวะมังคะลัญจะ
โย  จามะนาโป  สะกุณัสสะ  สัทโท
ปาปัคคะโห  ทุสสุปินัง  อะกันตัง
ธัมมานุภาเวนะ  วินาสะเมนตุ ฯ

ยันทุนนิมิตตัง  อะวะมังคะลัญจะ
โย  จามะนาโป  สะกุณัสสะ  สัทโท
ปาปัคคะโห  ทุสสุปินัง  อะกันตัง
สังฆานุภาเวนะ  วินาสะเมนตุ ฯ

คำแปลของพระคาถาบทนี้  มีอยู่ว่า
ลางร้ายใด ๆ  อัปมงคลใด ๆ  เสียงนกที่น่าสะพรึงกลัวใด ๆ  เคราะห์ร้ายและฝันร้ายที่ไม่น่าปรารถนาใด ๆ
ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า  อานุภาพของพระธรรม  อานุภาพของพระสงฆ์  ขอความเลวร้ายทั้งปวงเหล่านั้นจงพินาศไปสิ้น
.....



(ขอบคุณภาพจากแฟ้มภาพ www.thairath.co.th)


ครั้งหนึ่ง  มีผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า

"มีพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวอ้างว่าสามารถทำคนที่ตายแล้วให้ไปสวรรค์ได้"

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
"บุรุษใดก็ตามที่ประพฤติทุจริตทางกาย  วาจา  ใจ
แม้จะมีคนมาสวดสรรเสริญ  ประนมมือเดินเวียนรอบบุรุษนั้นว่า  'ขอบุรุษนี้หลังจากตายแล้วจงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์เถิด'
ถึงกระนั้นก็ตาม  อกุศลกรรมที่เขาทำไว้นั้นก็จะเป็นเหตุให้เขาไปเกิดในอบาย  ทุคติ  วินิบาต  นรก

ในทางกลับกัน
บุรุษใดก็ตามที่ประพฤติสุจริตทางกาย  วาจา  ใจ
แม้จะมีคนมาสวดสาปแช่ง  ประนมมือเดินเวียนรอบบุรุษนั้นว่า  'ขอบุรุษนี้หลังจากตายแล้วจงไปเกิดในอบาย  ทุคติ  วินิบาต  นรกเถิด'
ถึงกระนั้นก็ตาม  กุศลกรรมที่เขาทำไว้นั้นก็จะเป็นเหตุให้เขาไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์"
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในอสิพันธกปุตตสูตร)


ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า ...
ที่เราคิดว่าพระพุทธเจ้าสามารถปัดเป่าภัยอันตรายให้หายไปได้
แต่แม้พระพุทธเจ้าเองก็ยังต้องรับผลของกรรมที่พระองค์เคยกระทำไว้ในอดีตชาติ
ซึ่งเป็นเหตุให้ถูกกล่าวตู่ว่าทำนางจิญจมาณวิกาท้อง
ถูกพระเทวทัตกลิ้งก้อนหินใหญ่เพื่อให้หล่นมาทับ
และถูกกระทำเหตุร้ายอื่น ๆ อีกมาก
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในผลกรรมที่พระพุทธเจ้าได้รับ)


ด้วยอานุภาพของพระธรรม ...
ที่เราคิดว่าการจำธรรมได้มาก  จำปาติโมกข์ได้ทั้งหมด  สวดมนต์ได้หลายบท  จะช่วยปัดเป่าภัยอันตรายให้หายไปได้
พระโปฐิละผู้เป็นธรรมกถึก  รู้ธรรมมาก  เป็นครูสอนธรรมให้แก่คณะต่าง ๆ ถึง ๑๘ คณะ
แต่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าเป็นใบลานเปล่า  คัมภีร์เปล่า  เพราะไม่ได้รับผลใด ๆ จากการปฏิบัติ
เกือบจะต้องไปอบาย
โชคดีที่สำนึกตัว  รับฟังคำชี้แนะจากสามเณรจนบรรลุธรรมได้
.....


ด้วยอานุภาพของพระสงฆ์ ...
ที่เราคิดว่าพระสงฆ์จะสามารถปัดเป่าภัยอันตรายของเราให้หายไปได้
แต่แม้พระสารีบุตรผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า
มารดาของท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ  ไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา  เสี่ยงที่จะไปอบาย
พระสารีบุตรก็ไม่สามารถดลบันดาลฤทธิ์ช่วยมารดาได้
แต่พระสารีบุตรออกอุบายให้มารดาได้มีโอกาสฟังธรรม  จนเกิดดวงตาเห็นธรรม  และพ้นอบายได้
.....


สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน  เป็นผู้รับผลของกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ใครทำกรรมใดไว้  จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม  ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

พระโปฐิละก็ต้องทำกรรมอันดี  เพื่อเป็นที่พึ่งอาศัยของตน
มารดาของพระสารีบุตรก็ต้องทำกรรมอันดี  เพื่อเป็นที่พึ่งอาศัยของตน
ไม่มีใครทำแทนให้ใครได้
พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  ก็ทำแทนให้เราไม่ได้
.....

พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  ไม่ได้มีอานุภาพที่จะช่วยดลบันดาลให้ใครรอดพ้นจากภัยอันตรายต่าง ๆ ตามผลของกรรมที่เคยทำมาได้
การขอให้พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  ช่วยปัดเป่าภัยอันตรายให้พ้นไป  ย่อมเป็นไปไม่ได้

อานุภาพของพระพุทธเจ้า  เกิดจากการตรัสรู้และเผยแผ่พระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้แล้วเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก

อานุภาพของพระธรรม  เกิดจากการศึกษา (ทั้งปริยัติและปฏิบัติ) อย่างจริงจัง  จนเกิดประโยชน์สุขแก่ผู้ที่ศึกษานั้น

อานุภาพของพระสงฆ์  เกิดจากการปฏิบัติตรงตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  และบอกกล่าวแก่สัตว์โลกที่ต้องการรู้ธรรมเห็นธรรมตาม

อานุภาพทั้ง ๓ นี้จะให้ผลเกิดขึ้นเป็นประโยชน์แก่เรา
ก็ต่อเมื่อเราปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
โดยมีพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบคอยชี้แนะ
ให้เราตั้งมั่นที่จะประพฤติสุจริต  ละเว้นขาดจากการประพฤติทุจริตทั้งปวง
เมื่อกระทำแต่กรรมดี  ไม่ทำกรรมชั่ว  เหตุร้ายต่าง ๆ  เรื่องอัปมงคล  หรือเรื่องที่น่าสะพรึงกลัว  ก็จะไม่เกิดขึ้นกับเรา
นี่แลคือการปัดเป่าภัยอันตรายได้อย่างแท้จริง

อย่าหวังพึ่งตัวช่วยใด ๆ  โดยไม่ทำที่พึ่งอันดีของตนเอง  ด้วยตนเอง
ตัวช่วยแก้เหตุร้ายที่ดีที่สุด  คือตัวเราเองที่มีธรรม

ตนแล (ที่มีธรรม) เป็นที่พึ่งแห่งตน
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. อสิพันธกปุตตสูตร (ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านชื่ออสิพันธกบุตร)


จะสอนลูกอย่างไรเมื่อเห็นคนชั่วได้ดี


เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
มีข่าวใหญ่เกี่ยวกับการล่าสัตว์ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร  ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
แต่จนถึงวันนี้  ผู้ทำผิดก็ยังไม่ได้รับการลงโทษ

จนกระทั่งไม่กี่วันมานี้  ก็มีคนโพสต์ข้อความในเฟสบุ๊คว่า
"ทำไมคนเลวยังไม่ถูกลงโทษ
แล้วเราจะสอนลูกยังไง"
.....

ครั้งหนึ่ง  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถึงบุคคล ๔ จำพวกมีปรากฏอยู่ในโลก  คือ
๑. บุคคลที่ทำกรรมชั่ว  หลังจากตายแล้วไปนรก
๒. บุคคลที่ทำกรรมชั่ว  หลังจากตายแล้วไปสวรรค์
๓. บุคคลที่ทำกรรมดี  หลังจากตายแล้วไปสวรรค์
๔. บุคคลที่ทำกรรมดี  หลังจากตายแล้วไปนรก

เหตุที่เป็นเช่นนี้  ไม่ใช่ว่าผลบุญผลบาปไม่มีจริง
ทำกรรมดี  ย่อมได้ผลดีแน่นอน
ทำกรรมชั่ว  ย่อมได้ผลชั่วแน่นอน
.....


(ขอบคุณภาพจาก pixabay.com)


การที่ใครก็ตาม  หลังจากตายแล้วไปนรกนั้น
เป็นได้ทั้งจากผลของกรรมชั่วที่เขาทำไว้ในชาติก่อน
หรือเพราะผลของกรรมชั่วที่ทำไว้ในชาตินี้
หรือเพราะก่อนตาย  เขายึดมั่นมิจฉาทิฏฐิ

หรือถ้าตายแล้วไปสวรรค์
ก็เป็นได้ทั้งจากผลของกรรมดีที่เขาทำไว้ในชาติก่อน
หรือเพราะผลของกรรมดีที่ทำไว้ในชาตินี้
หรือเพราะก่อนตาย  เขายึดมั่นสัมมาทิฏฐิ
.....

ส่วนกรรมชั่วหรือกรรมดีที่เขาทำไว้ในชาตินี้
ไม่หายไปไหน  ย่อมให้ผลแน่นอน
ถ้ายังไม่ให้ผลชาตินี้  ก็ให้ผลชาติหน้า  หรือชาติต่อ ๆ ไป
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในมหากัมมวิภังคสูตร)


เรื่องของกรรม  เป็น ๑ ในเรื่องอจินไตย ๔
เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าไม่ควรคิด
เพราะเกินวิสัยที่เราจะหยั่งรู้ได้
.....

กรรมบางอย่างให้ผลแล้ว  บางอย่างยังไม่ให้ผล
กรรมบางอย่างให้ผลเร็ว  บางอย่างให้ผลช้า
กรรมบางอย่างให้ผลหนัก  บางอย่างให้ผลเบา
กรรมบางอย่างให้ผลก่อน  บางอย่างให้ผลหลัง
กรรมบางอย่างให้ผลนาน  บางอย่างให้ผลไม่นาน

รายละเอียดในเรื่องผลของกรรมเป็นสิ่งเกินวิสัยที่เราจะรู้ได้

แต่สิ่งที่รู้ได้แน่ ๆ คือ
กรรมดี  ให้ผลดีแน่นอน
กรรมชั่ว  ให้ผลชั่วแน่นอน
.....

พลเมืองดีบางคนเก็บกระเป๋าเงินได้  ส่งคืนเจ้าของ  ได้รับการยกย่องจากสังคม
แต่บางคนเก็บเงินได้  ส่งคืนเจ้าของ  สังคมก็ไม่ได้ยกย่องอะไร

นักการเมืองบางคนทุจริต  ก็ถูกศาลตัดสินลงโทษอย่างหนัก
แต่บางคนทุจริต  กลับไม่ถูกดำเนินคดีอะไร

ถ้าเราเชื่อเรื่องกรรมและผลของกรรมจริงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
เราจะไม่สงสัยเลยว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
.....

กรรมที่ไม่ควร  ส่องให้เห็นว่าไม่ควร  ก็มีอยู่
กรรมที่ไม่ควร  ส่องให้เห็นว่าควร  ก็มีอยู่
กรรมที่ควร  ส่องให้เห็นว่าควร  ก็มีอยู่
กรรมที่ควร  ส่องให้เห็นว่าไม่ควร  ก็มีอยู่

แม้ว่าเรื่องกรรมและผลของกรรมจะเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน
แต่หลักง่าย ๆ ที่เป็นจริงเสมอ  ก็คือ
ทำกรรมดี  ย่อมได้ผลดี
ทำกรรมชั่ว  ย่อมได้ผลชั่ว
ผลของกรรม  ยุติธรรมเสมอ

ความเชื่อมั่นเพียงเท่านี้  ก็น่าจะเพียงพอที่จะสอนลูกสอนหลานได้แล้ว
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. มหากัมมวิภังคสูตร (ว่าด้วยการจำแนกกรรม  สูตรใหญ่)


คนทำบาปทั้งหมดต้องตกนรกจริงหรือ


คุณคิดอย่างไรกับคำสอนที่ว่า
"คนที่ฆ่าสัตว์ทั้งหมด  ต้องตกนรก
คนที่ลักทรัพย์ของผู้อื่นทั้งหมด  ต้องตกนรก
คนที่ประพฤติผิดในกามทั้งหมด  ต้องตกนรก
คนที่พูดเท็จทั้งหมด  ต้องตกนรก"

คุณคิดว่า  ผู้ที่เชื่อในคำสอนนี้จะมีพฤติกรรมอย่างไร
.....

ตั้งแต่เราเกิดมาจนถึงทุกวันนี้
เราทุกคนเคยทำกรรมที่ไม่ดีมาก่อนด้วยกันทั้งนั้น
บางคนอาจจะเคยฆ่าสัตว์  เคยลักทรัพย์  เคยประพฤติผิดในกาม  เคยพูดเท็จ

ถ้าคำสอนข้างต้นนั้นเป็นจริง
เราทุกคนก็เหมือนถูกสาปให้ต้อง  "ตกนรก"  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะไม่มีใครไม่เคยทำผิดมาก่อน

และถ้าเรารู้ว่ายังไง ๆ ก็ต้องตกนรก  ไม่มีทางหลีกเลี่ยง
ถามว่า  เราจะหยุดทำกรรมที่ไม่ดีไหม  เราจะทำแต่กรรมดีไหม
.....

คำสอนข้างต้นนั้น (ซึ่งเป็นลักษณะคำขู่)  จึงไม่ใช่คำสอนในพระพุทธศาสนา
แล้วคำสอนในพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับเรื่องนี้  เป็นอย่างไรล่ะ





ในสมัยพุทธกาล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นโทษภัยต่าง ๆ เป็นอันมาก
ที่เกิดจากการฆ่าสัตว์  การลักทรัพย์  การประพฤติผิดในกาม  การพูดเท็จ

แล้วจึงตรัสสอนว่า
"ท่านทั้งหลาย  จงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์
เว้นจากการลักทรัพย์
เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
เว้นจากการพูดเท็จ"
.....

ผู้ที่ได้ฟังและพิจารณาเห็นจริงตาม  ก็จะคิดได้ว่า
"การที่เราฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์  ประพฤติผิดในกาม  พูดเท็จ  เป็นสิ่งไม่ดี
เราเองจะเดือดร้อนจากโทษภัยต่าง ๆ เป็นอันมาก  เพราะการกระทำนั้น"

เมื่อคิดได้ดังนี้
ก็จะเลิกฆ่าสัตว์  เลิกลักทรัพย์  เลิกประพฤติผิดในกาม  เลิกพูดเท็จ
และตั้งใจงดเว้นขาดจากการกระทำที่ไม่ดีทั้งหมดนี้ต่อไป
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในสังขธมสูตร)


สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน
ไม่มีการขู่ให้กลัวด้วยนรก
ไม่มีการล่อให้เชื่อด้วยสวรรค์
มีแต่การชี้ให้เห็นความจริงตามที่เป็นจริง

เราทุกคนเคยทำกรรมที่ไม่ดีมาก่อนด้วยกันทั้งนั้น
บางคนอาจจะเคยฆ่าสัตว์  เคยลักทรัพย์  เคยประพฤติผิดในกาม  เคยพูดเท็จ
ฉะนั้น  ถ้าเราจะต้องประสบกับความทุกข์เดือดร้อนเพราะผลจากกรรมที่เราทำเองนั้น
ก็เป็นเรื่องที่ยุติธรรมแล้ว

แต่ถ้าเรายังฆ่าสัตว์  ยังลักทรัพย์  ยังประพฤติผิดในกาม  ยังพูดเท็จ  ยังไม่หยุด
เราก็จะต้องได้รับความทุกข์เดือดร้อนต่อไปอีก  ไม่จบสิ้น

ด้วยเหตุแห่งคำสอนนี้
เราจึงจะมีเจตนาละเว้นจากการทำกรรมที่ไม่ดีอีกต่อไป
.....

"การทำบาป  มีโทษภัยต่าง ๆ เป็นอันมาก
ฉะนั้น  จงเว้นจากการทำบาปทั้งปวงเถิด"
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. สังขธมสูตร (ว่าด้วยคนเป่าสังข์)


การสมาทานศีลที่ไม่ช่วยให้มีศีล


ในสมัยก่อน  ชาวบ้านที่เข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรม
เมื่อพระแสดงธรรมเรื่องศีล  และอานิสงส์ของศีลให้ฟัง
ชาวบ้านที่ฟังแล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใส  อยากจะรักษาศีล
ก็กล่าวกับพระ  เหมือนเป็นการปฏิญาณตนว่า  จะรักษาศีลข้อนั้นข้อนี้  หรือทุกข้อ

พระสงฆ์ก็จะรับทราบ  เป็นพยานในความตั้งใจที่ดีของคนคนนั้น
ซึ่งการทำอย่างนี้ก็มีข้อดี  คือ  ถ้าจะทำผิดศีล  ก็จะเตือนตัวเองได้ว่าเราได้ให้สัญญาต่อหน้าพระแล้วนะ  อย่าทำผิดศีลนะ

ต่อมา  คนที่ฟังธรรมแล้วอยากรักษาศีล  แต่ไม่รู้ว่าจะต้องกล่าวอย่างไร
ยิ่งถ้าต้องกล่าวเป็นภาษาบาลี  ซึ่งตนเองไม่ถนัด  และไม่รู้ความหมายด้วย
พระท่านก็จะบอก  แล้วให้กล่าวตาม

ภาพที่ปรากฏก็เลยกลายเป็นว่า
ต้องมีการอาราธนาศีล (ขอให้พระให้ศีล)
และคอยรับศีลโดยการกล่าวภาษาบาลีตามที่พระบอก





เวลาผ่านไป
คนที่ไม่รู้ที่มาที่ไป  ก็เข้าใจว่าตนจะมีศีลได้  ต้องไปขอศีลจากพระ
ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด
.....

ถ้าย้อนกลับไปดูลำดับขั้นตอนในอดีต
จุดเริ่มต้นที่สำคัญ  คือการได้ฟังธรรม
เมื่อฟังธรรมแล้ว  จึงเห็นอานิสงส์ของการรักษาศีล  เห็นโทษของการผิดศีล
เมื่อเห็นอานิสงส์และโทษแจ่มแจ้งแล้ว  จึงอยากรักษาศีล
จากนั้น  จึงกล่าวคำสมาทานศีล (รับเอาศีลมาปฏิบัติ) ต่อหน้าพระสงฆ์

การสมาทานศีลที่เป็นไปโดยลำดับอย่างนี้  จะช่วยให้เรารักษาศีลได้
เพราะเมื่อเราคิดจะทำผิดศีล  ก็จะนึกถึงธรรมที่ได้ฟังมา  นึกถึงโทษของการผิดศีล
นึกละอายแก่พระที่เป็นพยานในการสมาทานศีล
ก็จะช่วยยับยั้งความคิดที่จะทำผิดศีลได้
.....

แต่การสมาทานศีลในปัจจุบัน
ไม่ได้เริ่มจากการฟังธรรม
ทำให้ยังไม่เห็นอานิสงส์ของการมีศีล
ยังไม่เห็นโทษของการผิดศีล
จึงสมาทานศีลกันเพียงเป็นรูปแบบ  เป็นพิธีการ

เมื่อผู้สมาทานศีลคิดจะทำผิดศีล  ก็จะไม่มีสิ่งใดมาฉุดรั้งความคิดนั้นได้
การสมาทานศีลเช่นนี้จึงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย  ยังทำผิดศีลได้เหมือนเดิม
.....

ฉะนั้น  อย่าสักแต่ว่าสมาทานศีลเพียงเพราะเป็นพิธีการ  เป็นแค่รูปแบบ
แต่ควรทำความเข้าใจเรื่องของศีลให้กระจ่างแจ้ง
เมื่อนั้น  การสมาทานศีลที่เกิดจากใจที่อยากจะรักษาศีลจริง
ก็จะช่วยให้เรามีศีล  และนำประโยชน์สุขมาให้ได้จริง


(ขอบคุณข้อมูลจาก  web.facebook.com/tsangsinchai/posts/1738778339549229)
..........



คนเหล่าใดเป็นพระอรหันต์


สมัยหนึ่ง  มีหนูจำนวนมากอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง
สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเห็นหนูเหล่านั้นแล้ว  ก็คิดหาอุบายเพื่อจะจับหนูกิน

วันหนึ่ง  มันทำท่ายืนด้วยขาข้างเดียว  เงยหน้ามองดวงอาทิตย์  ยืนอ้าปากกว้าง
เมื่อฝูงหนูเดินผ่านมาเห็น  จึงถามมันว่า  "ท่านทำอะไร  ทำไมจึงยืนขาเดียว"
สุนัขจิ้งจอกตอบว่า  "ถ้าเรายืน ๔ เท้า  แผ่นดินนี้จะถล่ม  เพราะไม่สามารถทนรับคุณธรรมของเราได้"

"แล้วทำไมจึงยืนอ้าปาก"
"เพราะเราไม่กินอาหารอื่น  เรากินแต่ลมเท่านั้น"

"แล้วทำไมจึงเงยหน้ามองดวงอาทิตย์"
"เพราะเรานอบน้อมต่อสุริยเทพ"

พวกหนูเห็นพฤติกรรมของสุนัขจิ้งจอกดูน่าเลื่อมใส
และเมื่อฟังคำตอบแล้ว  ก็คิดว่าสุนัขจิ้งจอกตัวนี้เป็นผู้ทรงศีล
จึงชักชวนกันไปบำรุงอุปัฏฐากทั้งเช้าทั้งเย็นทุกวัน

ในเวลาที่ฝูงหนูลากลับ
สุนัขจิ้งจอกก็จับเอาหนูที่เดินออกไปเป็นตัวสุดท้ายมาเคี้ยวกิน

เมื่อฝูงหนูลดจำนวนลงเรื่อย ๆ  หัวหน้าฝูงจึงเริ่มสังเกตพฤติกรรมของสุนัขจิ้งจอกนั้น
วันต่อมา  ฝูงหนูไปบำรุงสุนัขจิ้งจอกตามปกติ
เมื่อถึงเวลากลับ  หัวหน้าฝูงจึงให้หนูตัวอื่นเดินออกไปก่อน
ตนเองเดินออกไปเป็นตัวสุดท้าย

เมื่อสุนัขจิ้งจอกจะเข้ามาจับ
หัวหน้าหนูซึ่งระวังตัวอยู่แล้วจึงหลบทัน  แล้วกล่าวว่า
"เจ้าสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์  ทำทีว่าเป็นผู้ประพฤติธรรม
แต่เจ้าไม่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเลย
เจ้าเอาธรรมบังหน้า  เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น  เพื่อปากท้องของเจ้า"
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในมูสิกชาดก)


ภาพลักษณ์ภายนอกของพระภิกษุหรือผู้ปฏิบัติธรรมบางคน
อาจดูเหมือนผู้มีศีลมีธรรม  น่าศรัทธาเลื่อมใส
แต่ภายในใจอาจจะไม่ใช่
การหลงเข้าไปคบหาสมาคมกับคนเหล่านี้  อาจจะนำทุกข์ภัยมาให้ก็ได้

แล้วเราควรจะเคารพบูชาบุคคลเช่นไร
.....



(ขอบคุณภาพจาก  prapirod.blogspot.com)


ครั้งหนึ่ง  พระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตรเห็นนักบวชกลุ่มหนึ่งดูน่าเลื่อมใส
ได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า  "นักบวชเหล่านั้นคงจะเป็นพระอรหันต์"

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
"คฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน  ยากที่จะรู้ได้ว่าคนเหล่าใดเป็นพระอรหันต์

ศีลจะพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน
ศีลนั้นจะพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน  ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย
ผู้ใส่ใจจึงจะรู้ได้  ผู้ไม่ใส่ใจรู้ไม่ได้
ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้  ผู้ไม่มีปัญญารู้ไม่ได้

ความสะอาด (ของวาจา) จะพึงรู้ได้ด้วยการเจรจา
ความสะอาดนั้นจะพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน  ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย
ผู้ใส่ใจจึงจะรู้ได้  ผู้ไม่ใส่ใจรู้ไม่ได้
ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้  ผู้ไม่มีปัญญารู้ไม่ได้

กำลังจะพึงรู้ได้ในคราวมีอันตราย
กำลังนั้นจะพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน  ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย
ผู้ใส่ใจจึงจะรู้ได้  ผู้ไม่ใส่ใจรู้ไม่ได้
ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้  ผู้ไม่มีปัญญารู้ไม่ได้

ปัญญาจะพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา
ปัญญานั้นจะพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน  ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย
ผู้ใส่ใจจึงจะรู้ได้  ผู้ไม่ใส่ใจรู้ไม่ได้
ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้  ผู้ไม่มีปัญญารู้ไม่ได้"
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในสัตตชฏิลสูตร)


ในแง่ของฆราวาส
การที่จะรู้ได้ว่าพระรูปใดมีศีลมีธรรมมากน้อยแค่ไหน
ควรแก่การเคารพบูชาแค่ไหน
ต้องอาศัยเวลา  ดูกันนาน ๆ
ต้องอาศัยความเอาใจใส่  ไม่มองผิวเผินหรือฉาบฉวย
ต้องอาศัยปัญญา  ไม่ใช้ความชอบหรือความไม่ชอบส่วนตัวมาตัดสิน

พระภิกษุที่เราพบเห็นทั่วไป
บางรูปอาจจะดูเหมือนสงบเสงี่ยม  เรียบร้อย  สมถะ  สันโดษ  ปฏิบัติเคร่ง
แต่บางที  อาจจะเป็นเพียงภาพที่ดูดีภายนอก (เหมือนสุนัขจิ้งจอกหลอกฝูงหนู)
อาจจะยังไม่ใช่เนื้อนาบุญที่แท้จริงก็ได้

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสเตือนว่า
       "คนผู้รู้ดีไม่ควรไว้วางใจใครเพราะผิวพรรณและรูปร่าง
ไม่ควรไว้วางใจใครเพราะการเห็นกันชั่วครู่เดียว
เพราะว่านักบวชผู้ไม่สำรวมทั้งหลาย
ย่อมเที่ยวไปในโลกนี้ด้วยเครื่องบริขารของเหล่านักบวชผู้สำรวมดีแล้ว
       นักบวชเหล่านั้น  ผู้ไม่บริสุทธิ์ในภายใน  งามแต่ภายนอก
แวดล้อมด้วยบริวาร  ท่องเที่ยวอยู่ในโลก
ดุจตุ้มหูดินและเหรียญโลหะครึ่งมาสกหุ้มด้วยทองคำปลอมไว้"
.....

ในแง่ของพระภิกษุ
ถามตนเองว่าเราออกบวชประพฤติพรหมจรรย์เพื่ออะไร
ถ้าเราไม่ได้บวชเพื่อหาลาภสักการะและความสรรเสริญ
เราก็จะไม่ก่อบาปอกุศลกรรมหลอกลวงใคร ๆ ให้มาเคารพบูชา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสเตือนไว้เช่นกันว่า
       "บรรพชิตไม่พึงพยายามในบาปกรรมทั้งปวง
ไม่พึงเป็นคนของผู้อื่น
ไม่พึงอาศัยผู้อื่นเป็นอยู่
และไม่พึงใช้ธรรมเป็นเครื่องค้าขาย
(ไม่พึงแสดงธรรมเพราะต้องการทรัพย์)"
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. มูสิกชาดก (ว่าด้วยความประพฤติของผู้เอาธรรมบังหน้า)
๒. สัตตชฏิลสูตร (ว่าด้วยนักบวชพวกละ ๗ คน)


ให้พระปริตรคุ้มครองต้องทำยังไง


ในสมัยพุทธกาล  มีภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดตาย
เมื่อภิกษุทั้งหลายนำเรื่องไปกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
"ภิกษุรูปนั้นคงจะไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปให้พญางูทั้ง ๔ ตระกูล
เพราะถ้าเธอแผ่เมตตาจิตไปให้พญางูทั้ง ๔ ตระกูลนั้น  เธอก็จะไม่ถูกกัดจนมรณภาพ"

แล้วตรัสให้ภิกษุทั้งหลายแผ่เมตตาจิตให้พญางูทั้ง ๔ ตระกูลนี้
เพื่อคุ้มครองตน  เพื่อรักษาตน  เพื่อป้องกันตน

จากนั้น  ได้ตรัสพระคาถาต่อไปอีก  มีใจความว่า
       "เราขอมีเมตตาต่อตระกูลพญางูวิรูปักขะ
เราขอมีเมตตาต่อตระกูลพญางูเอราปถะ
เราขอมีเมตตาต่อตระกูลพญางูฉัพยาปุตตะ
เราขอมีเมตตาต่อตระกูลพญางูกัณหาโคตมกะ
       เราขอมีเมตตาต่อสัตว์ไม่มีเท้า
เราขอมีเมตตาต่อสัตว์สองเท้า
เราขอมีเมตตาต่อสัตว์สี่เท้า
เราขอมีเมตตาต่อสัตว์หลายเท้า
       สัตว์ไม่มีเท้าอย่าได้เบียดเบียนเรา
สัตว์สองเท้าอย่าได้เบียดเบียนเรา
สัตว์สี่เท้าอย่าได้เบียดเบียนเรา
สัตว์หลายเท้าอย่าได้เบียดเบียนเรา
       ขอสรรพสัตว์ที่มีลมหายใจ
ขอสรรพสัตว์ที่ยังมีชีวิตทั้งมวล
จงประสพกับความเจริญ
ความเลวร้ายอย่าได้มาแผ้วพานสัตว์ใด ๆ เลย
       พระพุทธเจ้ามีพระคุณหาประมาณมิได้
พระธรรมมีพระคุณหาประมาณมิได้
พระสงฆ์มีพระคุณหาประมาณมิได้
สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย  คือ
งู  แมงป่อง  ตะขาบ  แมงมุม  ตุ๊กแก  หนู  มีคุณพอประมาณ
       เราทำการรักษา  ทำการป้องกันไว้แล้ว
ขอหมู่สัตว์ผู้มีชีวิตทั้งหลายจงหลีกไป
เรานั้นขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาค
ขอนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์"
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในอหิราชสูตร)



(ขอบคุณภาพจาก pixabay.com)


ในปัจจุบัน  มีการนำพระคาถานี้มาสวดเป็นพระปริตร (เครื่องป้องกัน)
เพื่อหวังอานิสงส์ในการคุ้มครองตนเองให้ปลอดภัยจากสัตว์ร้ายต่าง ๆ

แม้ในงานที่นิมนต์พระสงฆ์มาสวดเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล
ก็มีการสวดพระคาถานี้ด้วย

คนส่วนใหญ่คิดว่าการสวดพระคาถานี้  จะมีอานิสงส์ทำให้ปลอดภัยจากสัตว์ร้าย

มีหลายคนที่สวดหรือฟังเป็นภาษาบาลี  แต่ไม่รู้คำแปล
และหลายคนที่รู้คำแปล  แต่ไม่รู้ความหมายหรือสิ่งที่พระคาถาสอนไว้
(แต่คิดว่าพระคาถาจะช่วยให้ปลอดภัยได้)
.....


ลองกลับไปอ่านเนื้อความในย่อหน้าแรกอีกครั้ง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
"ภิกษุรูปนั้นคงจะไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปให้พญางูทั้ง ๔ ตระกูล
เพราะถ้าเธอแผ่เมตตาจิตไปให้พญางูทั้ง ๔ ตระกูลนั้น  เธอก็จะไม่ถูกกัดจนมรณภาพ"

แสดงว่า  สาเหตุที่ภิกษุรูปนั้นถูกงูกัด  เป็นเพราะไม่ได้เจริญเมตตาจิต
ไม่ใช่ถูกงูกัดเพราะไม่ได้สวดพระปริตร
.....


ลองนึกภาพงูและคนที่เผชิญหน้ากันโดยบังเอิญ
ถ้าคนไม่ทำอะไรที่เป็นสัญญาณอันตรายให้งูตัวนั้นตกใจ
คุณคิดว่างูตัวนั้นจะพยายามเลื้อยหนี  หรือจะเลื้อยเข้ามากัดครับ

ตรงกันข้าม
ถ้าคนนั้นทำท่าทางที่ทำให้งูคิดว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับมัน
มันก็อาจจะฉกกัดคนคนนั้นเพื่อป้องกันตัวเองก็ได้
.....


ความสำคัญของพระคาถานี้ (หรือที่นำมาสวดเป็นพระปริตรกัน)
ก็คือคำสอนที่อยู่ในพระคาถานั้น
เป็นเครื่องช่วยเตือนสติให้ผู้สวดหรือผู้ฟังมีเมตตาในสัตว์ทั้งหลาย

เมื่อเรามีเมตตาจิต  ปรารถนาดี  อยากให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุข
เราก็จะไม่คิดเบียดเบียนหรือทำร้ายสัตว์เหล่านั้น

เมื่อเราไม่เบียดเบียน  ไม่ทำร้ายทำลายสัตว์เหล่านั้น
สัตว์เหล่านั้นก็ไม่ทำร้ายเราเช่นกัน
.....


ฉะนั้น  ถ้าอยากแคล้วคลาดปลอดภัยจากสัตว์ร้าย
ด้วยวิธีของพระพุทธเจ้า
ก็ต้องมีความเมตตาปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งหลาย
ไม่คิดร้าย  ไม่เบียดเบียน  ไม่ทำอันตรายใด ๆ
เพียงเท่านี้  เราก็จะปลอดภัยจากสัตว์ร้ายทั้งหลาย
.....


จากที่กล่าวมานี้
การเพียงแค่สวดหรือฟังพระคาถาหรือพระปริตรใด ๆ ก็ตาม
ไม่ได้ทำให้เราแคล้วคลาดจากภัยอันตรายได้

แต่การปฏิบัติตามคำสอนในพระคาถาหรือพระปริตรนั้น ๆ ต่างหาก
ที่จะช่วยให้เราแคล้วคลาดปลอดภัยได้

ขอให้เจริญในกุศลธรรม
และมีเมตตาต่อสรรพสัตว์ยิ่ง ๆ ขึ้นไปนะครับ
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. อหิราชสูตร (ว่าด้วยตระกูลพญางู)