แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วินัยของคฤหัสถ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วินัยของคฤหัสถ์ แสดงบทความทั้งหมด

กินอย่างไรเมื่อมีข่าวไขมันทรานส์


สืบเนื่องจากประกาศของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อเร็ว ๆ นี้  ที่มีคำสั่งห้ามการผลิต  นำเข้า  หรือจำหน่ายอาหารที่มีไขมันทรานส์
ทั้งนี้  อาหารที่มีไขมันทรานส์อยู่มาก  ได้แก่  เนยขาว  เนยเทียม  คุ้กกี้  โดนัท  วิปครีม  ขนมขบเคี้ยว  และอาหารฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ

หลังจากมีการเผยแพร่ประกาศฉบับนี้ออกมาไม่นาน  ก็มีข่าวคนไทยป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มมากขึ้น  และผู้ที่ชอบกินบุฟเฟต์ - หมูกระทะจะเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง  ประกาศออกมาอีก

หลายคนจึงมีคำถามว่า  "อันนั้นก็ห้ามกิน  อันนี้ก็ห้ามกิน  แล้วจะกินอะไรได้บ้างนี่"
.....


(ขอบคุณภาพจาก thairath.co.th)


ในสมัยหนึ่ง  มีสามีภรรยาคู่หนึ่งเดินทางไกลในทางทุรกันดารพร้อมลูกน้อย ๑ คน
เสบียงที่เตรียมไว้ได้หมดไปก่อนที่จะถึงจุดหมาย  ระยะทางก็ยังอีกไกล

ทั้ง ๒ คนมีความคิดว่า  "ถ้าพวกเราเดินทางต่อไปทั้งที่ไม่มีเสบียงอย่างนี้  คงต้องตายหมดทั้งพ่อแม่ลูกแน่ ๆ"
จึงปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร
ในที่สุด  ก็คิดว่า  "เราคงต้องเสียสละฆ่าลูกน้อยสุดที่รักคนนี้  แล้วกินเนื้อของลูกเป็นเสบียงไปจนกว่าจะถึงที่หมาย"

เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น  เขาก็ฆ่าลูก  แล้วนำเนื้อลูกไปทำเนื้อย่างและเนื้อเค็ม  กินเนื้อลูกนั้นไปตลอดเส้นทางที่เหลือจนถึงจุดหมาย
พวกเขากินเนื้อลูกไป  พลางร่ำไห้ไปว่า  "ลูกสุดที่รักของพ่อ  ลูกสุดที่รักของแม่"

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า
"พวกเขากินเนื้อบุตรเป็นอาหาร  เพราะติดรสชาติ  เพราะความอร่อย  เพราะความมัวเมา  ใช่หรือไม่"

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า  "ไม่ใช่อย่างนั้น  พระพุทธเจ้าข้า"

"พวกเขากินเนื้อบุตรเป็นอาหาร  เพราะความจำเป็น  เพราะต้องข้ามทางกันดาร  ใช่หรือไม่"

"อย่างนั้น  พระพุทธเจ้าข้า"
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในปุตตมังสสูตร)


ในการฉันอาหารของพระสงฆ์  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้ว่า
"ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว  จึงฉันบิณฑบาต
ไม่ใช่เพื่อเล่น  ไม่ใช่เพื่อความมัวเมา  ไม่ใช่เพื่อประดับ  ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง
แต่เพียงเพื่อให้กายนี้ดำรงอยู่ได้  เพื่อให้ชีวิตินทรีย์เป็นไป  เพื่อบำบัดความหิว  เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์
ด้วยคิดเห็นว่า  'โดยอุบายนี้  เราจะกำจัดเวทนาเก่า (คือความหิว) เสียได้  และจะไม่ให้เวทนาใหม่ (คือความอิ่มจนแน่นอึดอัด) เกิดขึ้น  ความดำรงอยู่แห่งชีวิต  ความไม่มีโทษ  และการอยู่โดยผาสุกก็จะมีแก่เรา'
แล้วจึงบริโภคอาหาร"
.....


ไม่เฉพาะเพียงพระสงฆ์เท่านั้น  แม้แต่ฆราวาสผู้ครองเรือน  ถ้าสามารถสร้างนิสัยการกินได้อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน  ก็คงจะดีไม่น้อย

ไม่ใช่เพื่อเล่น - ดูหนังไปกินไป  ขนมว่าง  ขนมขบเคี้ยว  กินจุบกินจิบ
ไม่ใช่เพื่อความมัวเมา - กินของแพง  ของลดราคา  ของฟรี  ของอร่อย
ไม่ใช่เพื่อประดับ - ให้ร่างกายอ้วนพี  ดูหรูหรามีฐานะ
ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง - ให้ดูเปล่งปลั่ง  มีผิวพรรณดี

แต่ให้เห็นอาหารเป็นเหมือนเนื้อของลูก
เราจะกินเพียงเท่าที่จำเป็น  ไม่ติดรสชาติ  ไม่มัวเมาในอาหาร  ไม่กินจนอึดอัด

เหตุการณ์ที่ทรงอุปมาขึ้นมานี้  มิได้หมายความว่าเราจะต้องกินเนื้อลูกจริง ๆ
แต่เพียงให้เปรียบเทียบถึงอารมณ์การกินเพียงเพราะความจำเป็น  กับอารมณ์การกินเพราะความอยาก

ถ้าเราสามารถสร้างนิสัยการกินได้อย่างนี้  ความมัวเมาในอาหารก็จะลดน้อยลง
ปัญหาที่ว่า  "อันนั้นก็ห้ามกิน  อันนี้ก็ห้ามกิน  แล้วจะกินอะไรได้บ้าง"  ก็จะหมดไป
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. ปุตตมังสสูตร (ว่าด้วยเนื้อบุตร)


สิ่งที่ไม่ควรลืมสอนลูก


ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง  ชาวบ้านกำลังช่วยกันจัดสถานที่ทำบุญเลี้ยงพระ
ได้นิมนต์พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์มาในพิธี

เด็กคนหนึ่งเห็นชาวบ้านช่วยกันจัดเตรียมอาหารหวานคาวมากมาย
ก็กล่าวว่า
"อาหารดี ๆ ตั้งมากมายขนาดนี้  เอามาถวายให้นักบวชโล้นเหล่านี้ทำไม
วัน ๆ ไม่เห็นทำอะไรให้เป็นประโยชน์เลย
เอาไปทิ้งให้เป็นอาหารของพวกมดหนูแมลงยังดีกว่า"

ชาวบ้านทั้งหลายที่ได้ยิน  จึงไปเล่าให้แม่ของเด็กฟัง  แล้วกล่าวว่า
"ลูกของเธอได้กล่าวคำอันไม่สมควร
เธอควรพาลูกของเธอไปขอขมาโทษพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์นะ"

นางได้เรียกลูกของตนมาสอบถามความจริง
แล้วจึงสอนให้เห็นคุณของพระพุทธเจ้า  พระธรรม  และพระสงฆ์
สอนให้รู้ว่าสิ่งใดคือกรรมดีและกรรมไม่ดี
สอนเรื่องบาปบุญคุณโทษ

เมื่อเด็กนั้นสำนึกผิดแล้ว
นางจึงพาไปขอขมาโทษต่อพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์
แล้วนิมนต์ให้พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์รับภัตตาหารของตนตลอด ๗ วัน

ต่อมา  เมื่อเด็กคนนั้นตายไป
จึงได้มาเกิดในท้องของหญิงโสเภณีคนหนึ่ง
เมื่อหญิงนั้นรู้ว่าได้ลูกเป็นชาย  ไม่สามารถสืบทอดอาชีพของตนได้
ก็นำไปทิ้งไว้ที่กองขยะ

เช้าวันนั้น
พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังบริเวณที่เด็กนั้นถูกทิ้งพร้อมกับหมู่ภิกษุสงฆ์  ตรัสว่า
"เด็กคนนี้ไร้ที่พึ่ง  ถูกนำมาทิ้งไว้ที่นี่ก็จริง
แต่เขาจะมีทรัพย์สมบัติมากในอนาคต"

แล้วตรัสเล่าถึงกรรมในอดีตที่เด็กคนนี้ทำไว้
และทรงแสดงธรรมแก่พุทธบริษัทที่อยู่  ณ  ที่นั้น

เศรษฐีคนหนึ่งเมื่อฟังจบแล้ว  ได้ประกาศรับเด็กคนนี้เป็นบุตรของตน
เมื่อเด็กคนนี้เติบโตขึ้น  ก็ได้รับมรดกทั้งหมดของเศรษฐี
เขาได้เป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา
เป็นผู้มีความยินดีในการให้ทานแล้ว

ต่อมา  เมื่อเขาตายไป  ก็ได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
(อ่านเพิ่มเติมได้ในกุมารเปตวัตถุ)
.....




การที่เขาต้องไปเกิดในท้องของหญิงโสเภณี
และต้องถูกนำไปทิ้ง
ก็เป็นผลของอกุศลกรรมที่เขาทำไว้นั่นเอง

การที่เขาได้รับอุปการะจากเศรษฐี
ได้ครอบครองสมบัติของเศรษฐี
ได้ไปเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ก็เป็นผลของกุศลกรรมที่เขาทำไว้เช่นกัน
.....

เมื่อเด็กคนนี้กล่าวคำอันไม่สมควร
ไม่ว่าจะเพราะความคะนองปาก  ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  ความไม่รู้เรื่องบาปบุญคุณโทษ  หรือเพราะอะไรก็ตาม
แต่เมื่อกระทำกรรมที่ไม่ดีลงไป
ก็ต้องได้รับผลของการกระทำอันไม่สมควรนั้น

โชคดี  ที่ได้แม่มาตักเตือน
ให้เห็นคุณของพระพุทธเจ้า  พระธรรม  และพระสงฆ์
ให้รู้ว่าสิ่งใดคือกรรมดีและกรรมไม่ดี
ให้รู้เรื่องบาปบุญคุณโทษ
เด็กจึงมีโอกาสได้ทำความดีในโอกาสถัดมา
และได้รับผลของกรรมดีที่ทำ

ถ้าไม่ได้แม่มาสอน
เด็กนั้นก็อาจจะทำสิ่งที่ไม่ดีอีกหลายอย่าง
และผลกรรมก็คงจะไม่หมดแค่การถูกทิ้งที่กองขยะ
เด็กนั้นอาจจะไม่มีใครรับเลี้ยงดู
อาจจะไม่มีชีวิตรอด
อาจจะไปเกิดเป็นเปรต  สัตว์ดิรัจฉาน  หรือสัตว์นรกก็ได้
.....

พ่อและแม่  หรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผูกพันกับเด็กมากที่สุด  จึงมีความสำคัญ
เพราะจะเป็นผู้คอยบอก  คอยเตือน  คอยชี้แนะ
สอนให้หลีกเลี่ยงการกระทำที่ไม่ดี
สอนให้ทำแต่กรรมดี  (เช่น  ให้รู้จักการให้ทาน  รักษาศีล ๕)
เพื่อประโยชน์สุขของลูกอันเป็นที่รัก
ไม่ใช่เฉพาะแค่ในชาตินี้เท่านั้น  แต่ในชาติต่อ ๆ ไปอีกด้วย

อย่าลืมสอนเด็ก ๆ ในเรื่องนี้นะครับ
.....


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. กุมารเปตวัตถุ (เรื่องเด็กพูดวาจาหยาบเป็นบาปได้)



ครูคนแรกควรสอนอะไร


มีคำกล่าวว่า  "พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก"
เป็นคนที่สอนให้ลูกเรียนรู้การนั่ง  การยืน  การเดิน  การนอน
สอนให้รู้จักการเคี้ยว  การกิน  การพูด  และอื่น ๆ อีกหลาย ๆ อย่าง
และที่สำคัญ ...
สอนให้รู้จักว่า  อะไรควร  อะไรไม่ควร

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ (ในสิงคาลกสูตร) ว่า
สิ่งที่พ่อแม่ควรกระทำแก่ลูก  คือ
๑. ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว
๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. ให้ศึกษาศิลปวิทยา
๔. หาคู่ครองที่สมควรให้
๕. มอบทรัพย์สมบัติให้ในเวลาอันสมควร

แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ทำหน้าที่เหล่านี้ให้ดี
โดยเฉพาะ ๒ ข้อแรก
อะไรจะเกิดขึ้นกับลูก
..........




ยกตัวอย่างในสมัยพุทธกาล

มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง  เป็นเศรษฐีมีทรัพย์สมบัติมาก
มีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอยู่คนหนึ่ง

พ่อแม่ที่เป็นเศรษฐีคิดว่า
"ในตระกูลของเรามีทรัพย์สมบัติมากมาย
ลูกสุดที่รักของเราไม่จำเป็นต้องทำการงานอะไร
ก็มีเงินทองใช้ได้อย่างสบายไปทั้งชีวิต"

จึงไม่ได้ให้ลูกชายเรียนศิลปวิทยาใด ๆ เลย
ให้เรียนรู้แต่การใช้จ่ายเงินเท่านั้น

ต่อมา  ลูกชายเศรษฐีก็ได้แต่งงานกับลูกสาวของเศรษฐีอีกตระกูลหนึ่ง
ซึ่งไม่ได้ศึกษาศิลปวิทยาใด ๆ เช่นเดียวกัน

เวลาผ่านไป  พ่อแม่ของทั้งสองตระกูลก็ถึงแก่กรรม
สมบัติของทั้งสองตระกูลก็ตกเป็นของลูกเศรษฐี

วันหนึ่ง  พวกนักเลงสุราพากันตั้งวงสุราในที่ที่ลูกเศรษฐีนั้นจะเดินผ่าน
ทำทีท่าร้องรำทำเพลง  สรวลเสเฮฮา  ดื่มสุรากันอย่างมีความสุข

เมื่อลูกเศรษฐีเดินผ่านมาเห็นเข้า
ก็ถามคนรับใช้ที่เดินมาด้วยว่า  "พวกนั้นดื่มอะไรกัน"

คนรับใช้ตอบว่า  "พวกนั้นดื่มน้ำชนิดหนึ่งครับนาย"

ลูกเศรษฐีถามว่า  "น้ำนั้นคงจะมีรสชาติอร่อยมากล่ะสิ"

คนรับใช้ตอบว่า  "นาย  ในโลกนี้  ไม่มีน้ำอะไรที่น่าดื่มยิ่งไปกว่าน้ำนี้อีกแล้ว"

ลูกเศรษฐีคิดว่า  "ถ้าอย่างนั้น  เราก็ต้องดื่มบ้างสิ"
จึงให้คนรับใช้ไปหามาให้

ต่อมา  เมื่อพวกนักเลงสุรารู้ว่าลูกเศรษฐีนั้นได้ดื่มสุราและติดใจในสุราแล้ว
จึงพากันแวดล้อมลูกเศรษฐีนั้น  จนลูกเศรษฐีมีบริวารเป็นนักเลงสุรากลุ่มใหญ่

เขาได้จ่ายทรัพย์ไปกับค่าสุราบ้าง
จ่ายให้กับค่ากับแกล้มบ้าง
จ่ายให้กับนักร้องนักดนตรีบ้าง
จ่ายให้กับบริวารทั้งหลายบ้าง

ไม่นานนัก
เงินที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้และเงินของพ่อตาแม่ยายก็ถูกใช้ไปจนหมด
สมบัติที่มีทุกอย่างแม้กระทั่งบ้านก็ถูกขายเพื่อเอาเงินมาซื้อสุราจนหมดอีก

เมื่อทรัพย์สมบัติที่มีหมดสิ้นไป  ไม่มีกระทั่งบ้านที่อยู่
เขาจึงต้องพาภรรยาเที่ยวเร่ร่อนขอทาน

องค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นคนทั้งสองนี้กำลังรอรับอาหารที่เหลือจากภิกษุ  จึงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า
"ถ้าลูกเศรษฐีไม่ผลาญสมบัติจนหมด  รู้จักทำการงานในปฐมวัย
ก็จะได้เป็นเศรษฐีชั้นเลิศในเมืองนี้
และถ้าออกบวช  ก็จะบรรลุอรหัตผล
แม้ภรรยาของเขาก็จะดำรงอยู่ในอนาคามิผล

ถ้าไม่ผลาญสมบัติจนหมด  รู้จักทำการงานในมัชฌิมวัย
ก็จะได้เป็นเศรษฐีชั้นที่ ๒
ถ้าออกบวช  ก็จะได้เป็นอนาคามี
แม้ภรรยาของเขาก็จะดำรงอยู่ในสกทาคามิผล

ถ้าไม่ผลาญสมบัติจนหมด  รู้จักทำการงานในปัจฉิมวัย
ก็จะได้เป็นเศรษฐีชั้นที่ ๓
ถ้าออกบวช  ก็จะได้เป็นสกทาคามี
แม้ภรรยาของเขาก็จักดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล

แต่บัดนี้  ลูกเศรษฐีนั้นเสื่อมแล้วจากทรัพย์ทางโลก
และเสื่อมแล้วจากทรัพย์ทางธรรมด้วย"
..........


ถ้าครูคนแรกของลูก
ไม่สอนลูก  ให้รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี
ไม่สอนลูก  ให้รู้จักการเลือกคบเพื่อนที่ดี
ไม่สอนลูก  ให้รู้จักบาป  รู้จักบุญ
ไม่สอนลูก  ให้รู้จักพระธรรมในพระพุทธศาสนา
ปล่อยให้ลูกทำผิด  แล้วไม่ว่ากล่าวตักเตือน
ก็เท่ากับปล่อยให้ลูกไปสู่ความหายนะ !!!
.....

และก่อนที่จะสอนลูก
เราก็ต้องเข้าใจในเรื่องที่เราจะสอน
และทำในสิ่งที่เราสอนควบคู่ไปด้วย
คำสอนนั้นจึงจะทรงพลังให้ลูกเชื่อและทำตามได้จริง

เราเป็นครูคนแรกที่ดีของลูกหรือยัง
.....


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. สิงคาลกสูตร (ว่าด้วยสิงคาลกมาณพ)
๒. มหาธนเสฏฐิปุตตวัตถุ (เรื่องบุตรเศรษฐีผู้มีทรัพย์มาก)