แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศีล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศีล แสดงบทความทั้งหมด

แค่คิดบวกยังไม่พอ


ท่านเจ้าคุณรูปหนึ่งเป็นที่เคารพนับถือของคนทั้งหลาย  แม้ผมเองก็เคารพนับถือเช่นกัน
ไม่นานมานี้  ผมอ่านเจอคำสอนของท่านที่ถูกแชร์ในสังคมออนไลน์ว่า
"ให้รู้สึกว่าเคราะห์นั้นทำให้เราดีขึ้น
เป็นครูของเรา  เป็นผู้เตือนเรา  เป็นผู้ลวงใจเรา
อย่าเห็นว่าเคราะห์กรรมเป็นของเลว  ไม่น่าปรารถนา
ควรคิดว่าเป็นของดีที่ทำให้เราเข้มแข็งมั่นคงขึ้น
ให้รู้สึกเสมอว่า  เราเกิดมาเรียนทั้งเคราะห์ร้ายและเคราะห์ดี"
.....

ใช่ครับ  เมื่อเราประสบกับเหตุการณ์เคราะห์ร้ายต่าง ๆ
คนส่วนมากมักจะเป็นทุกข์  เดือดร้อน  ไม่สบายใจ  ต่าง ๆ นานา

แต่ท่านสอนให้เราเอาเคราะห์กรรมนั้นมาเป็นบทเรียน
ให้คิดว่าเคราะห์กรรมเหล่านั้นไม่ได้เป็นของเลวร้ายอะไร
แต่เป็นสิ่งที่จะมาช่วยทำให้เราเข้มแข็งมากขึ้น

ถือเป็นการมองโลกในแง่ดี  พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส  ช่วยให้เรารับมือกับเหตุร้ายได้บ้าง
.....




ในพระไตรปิฎก  มีพระสูตรหนึ่งบันทึกไว้ว่า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า
"ภิกษุทั้งหลาย
ธรรมเทศนาของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  ว่าโดยปริยาย  มี ๒ ประการ

ธรรมเทศนา ๒ ประการ  อะไรบ้าง  คือ

๑. ธรรมเทศนาว่า  'ท่านทั้งหลายจงเห็นบาปว่าเป็นบาป'
นี้จัดเป็นธรรมเทศนาประการที่ ๑

๒. ธรรมเทศนาว่า  'ท่านทั้งหลายครั้นเห็นบาปว่าเป็นบาปแล้ว  จงเบื่อหน่ายคลายกำหนัด  ปลดเปลื้องตนให้พ้นจากบาปนั้น'
นี้จัดเป็นธรรมเทศนาประการที่ ๒

ภิกษุทั้งหลาย
ธรรมเทศนาของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  ว่าโดยปริยาย  มี ๒ ประการนี้แล"
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในทสนาสูตร)


การมองเหตุการณ์ร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นว่าเป็นบททดสอบของชีวิต
มองว่าจะทำให้ชีวิตมีความแข็งแกร่งขึ้น
ก็สามารถทำให้เราฮึดสู้กับเหตุการณ์นั้น ๆ ได้

แต่การมองโลกในแง่ดี  หรือคิดบวก  เท่านั้นคงยังไม่พอ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนให้เห็นถึงที่มาของเหตุการณ์นั้น ๆ ว่า

"สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน  เป็นผู้รับผลของกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ใครทำกรรมใดไว้  จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม  ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น"

ที่เราต้องมาประสบกับเหตุการณ์ร้าย ๆ ก็เป็นเพราะเราได้เคยทำกรรมที่ไม่ดีมาก่อน
เมื่อบาปกรรมที่เราทำไว้ถึงเวลาให้ผล  เราจึงประสบกับเหตุการณ์ร้ายอย่างนี้

การมองเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันโดยการมองในแง่ดี  อาศัยการคิดบวก  อาจจะช่วยให้สบายใจและรับมือกับเหตุร้ายนั้นได้บ้าง

แต่ถ้าเราไม่อยากประสบเหตุร้ายอีกในอนาคต  เราก็จะต้องไม่ทำบาปกรรมทั้งหลายที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายเหล่านั้นอีก

เมื่อเราเห็นบาปว่าเป็นบาป  ให้ผลเป็นโทษ  เป็นทุกข์
เราก็ควรจะละอายและรังเกียจต่อการทำบาปนั้น  เบื่อหน่ายต่อการทำบาปนั้น  และเปลื้องตนจากการทำบาปเหล่านั้น

ฉะนั้น  หยุดทำบาปกรรมทั้งหลาย  หยุดการเบียดเบียน  รักษาศีลให้ได้ทุกข้อ
เราจะได้ไม่ต้องเจอเหตุร้ายต่าง ๆ เข้ามาทดสอบชีวิตอยู่เรื่อย ๆ
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. เทสนาสูตร (ว่าด้วยธรรมเทศนา)


มองโทษประหารอย่างชาวพุทธ


ไม่กี่วันมานี้  มีข่าวการประหารชีวิตนักโทษในไทยเป็นครั้งแรกในรอบ ๙ ปี
มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย  และฝ่ายที่คัดค้าน
ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลที่สนับสนุนความเห็นของตน

การลงโทษผู้ที่กระทำความผิด  ด้วยวิธีการที่รุนแรง  จนถึงขั้นประหารชีวิต  ก็มีปรากฏอยู่แม้ในสมัยพุทธกาล

แต่สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้คืออย่างไร
.....


(ขอบคุณภาพจาก pixabay.com)


ในทางพระพุทธศาสนา

คำว่า  "กาม"  หมายถึง  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส
(ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเจาะจงเรื่องของเพศสัมพันธ์อย่างที่หลายคนเข้าใจ)

สิ่งที่คนทั้งหลายปรารถนา  ก็หนีไม่พ้นกามทั้ง ๕ เหล่านี้  คือ  รูปสวย  เสียงเพราะ  กลิ่นหอม  รสอร่อย  สัมผัสอ่อนนุ่ม
นี่คือคุณของกาม  หรือที่เรียกว่า  กามคุณ

แต่กามไม่ได้มีเพียงสิ่งที่เป็นคุณที่ชาวโลกต้องการเท่านั้น
กามยังให้โทษให้ทุกข์อีกมาก

เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งกามที่ปรารถนา
บางคนจึงอดหลับอดนอน  ทำงานหาเงินหามรุ่งหามค่ำ  ยอมเหน็ดยอมเหนื่อย
แต่แม้จะขยันแค่ไหน  บางครั้งก็ไม่ได้กามตามที่ปรารถนา
หรือแม้จะได้มาแล้ว  ก็มีความกลัวว่าจะเสียหาย  หรือจะถูกขโมยไป

ยิ่งไปกว่านั้น  เพราะกามเป็นเหตุ  การทะเลาะวิวาทก็เกิดขึ้น  การทำร้ายร่างกายก็เกิดขึ้น  การทำผิดกฎหมายก็เกิดขึ้น  การกระทำผิดศีลก็เกิดขึ้น

เมื่อมีการทะเลาะวิวาท  ทำร้ายร่างกาย  ก็อาจจะบาดเจ็บ  หรือเสียชีวิต
เมื่อทำผิดกฎหมาย  ก็ถูกจับกุม  กักขัง  ลงโทษ
เมื่อทำผิดศีล  หลังจากตายไป  ก็ต้องไปนรก
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในจูฬทุกขักขันธสูตร)


จะเห็นว่า  การที่ใครสักคนจะทำผิดกฎหมาย  แล้วถูกจับกุม  ถูกลงโทษ  ตั้งแต่โทษเบา  จนถึงโทษหนัก  ตั้งแต่ทรมาน  จนถึงประหารชีวิต  มีสาเหตุมาจากความปรารถนาในกาม

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นโทษของกามว่าน่ากลัวยิ่งนัก

เราไม่ควรเสียเวลาในการโต้เถียงกันว่านักโทษสมควรถูกประหารชีวิตหรือไม่
แต่ควรใช้เวลามาตระหนักถึงโทษทุกข์ที่เกิดจากกาม  แล้วยับยั้งการกระทำที่ผิดกฎหมาย  หยุดการกระทำที่ผิดศีลได้  น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับโทษประหาร  ก็แล้วแต่เขาเถิด
กลับมาตรวจสอบตัวเราเองดีกว่า
เราเห็นโทษเห็นภัยของกามหรือยัง
เราสามารถหยุดการกระทำที่เป็นอกุศลได้หรือไม่

ใครที่ทำได้  โทษประหารก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสำหรับเขาเลย
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. จูฬทุกขักขันธสูตร (ว่าด้วยกองทุกข์  สูตรเล็ก)


คนทำบาปทั้งหมดต้องตกนรกจริงหรือ


คุณคิดอย่างไรกับคำสอนที่ว่า
"คนที่ฆ่าสัตว์ทั้งหมด  ต้องตกนรก
คนที่ลักทรัพย์ของผู้อื่นทั้งหมด  ต้องตกนรก
คนที่ประพฤติผิดในกามทั้งหมด  ต้องตกนรก
คนที่พูดเท็จทั้งหมด  ต้องตกนรก"

คุณคิดว่า  ผู้ที่เชื่อในคำสอนนี้จะมีพฤติกรรมอย่างไร
.....

ตั้งแต่เราเกิดมาจนถึงทุกวันนี้
เราทุกคนเคยทำกรรมที่ไม่ดีมาก่อนด้วยกันทั้งนั้น
บางคนอาจจะเคยฆ่าสัตว์  เคยลักทรัพย์  เคยประพฤติผิดในกาม  เคยพูดเท็จ

ถ้าคำสอนข้างต้นนั้นเป็นจริง
เราทุกคนก็เหมือนถูกสาปให้ต้อง  "ตกนรก"  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะไม่มีใครไม่เคยทำผิดมาก่อน

และถ้าเรารู้ว่ายังไง ๆ ก็ต้องตกนรก  ไม่มีทางหลีกเลี่ยง
ถามว่า  เราจะหยุดทำกรรมที่ไม่ดีไหม  เราจะทำแต่กรรมดีไหม
.....

คำสอนข้างต้นนั้น (ซึ่งเป็นลักษณะคำขู่)  จึงไม่ใช่คำสอนในพระพุทธศาสนา
แล้วคำสอนในพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับเรื่องนี้  เป็นอย่างไรล่ะ





ในสมัยพุทธกาล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นโทษภัยต่าง ๆ เป็นอันมาก
ที่เกิดจากการฆ่าสัตว์  การลักทรัพย์  การประพฤติผิดในกาม  การพูดเท็จ

แล้วจึงตรัสสอนว่า
"ท่านทั้งหลาย  จงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์
เว้นจากการลักทรัพย์
เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
เว้นจากการพูดเท็จ"
.....

ผู้ที่ได้ฟังและพิจารณาเห็นจริงตาม  ก็จะคิดได้ว่า
"การที่เราฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์  ประพฤติผิดในกาม  พูดเท็จ  เป็นสิ่งไม่ดี
เราเองจะเดือดร้อนจากโทษภัยต่าง ๆ เป็นอันมาก  เพราะการกระทำนั้น"

เมื่อคิดได้ดังนี้
ก็จะเลิกฆ่าสัตว์  เลิกลักทรัพย์  เลิกประพฤติผิดในกาม  เลิกพูดเท็จ
และตั้งใจงดเว้นขาดจากการกระทำที่ไม่ดีทั้งหมดนี้ต่อไป
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในสังขธมสูตร)


สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน
ไม่มีการขู่ให้กลัวด้วยนรก
ไม่มีการล่อให้เชื่อด้วยสวรรค์
มีแต่การชี้ให้เห็นความจริงตามที่เป็นจริง

เราทุกคนเคยทำกรรมที่ไม่ดีมาก่อนด้วยกันทั้งนั้น
บางคนอาจจะเคยฆ่าสัตว์  เคยลักทรัพย์  เคยประพฤติผิดในกาม  เคยพูดเท็จ
ฉะนั้น  ถ้าเราจะต้องประสบกับความทุกข์เดือดร้อนเพราะผลจากกรรมที่เราทำเองนั้น
ก็เป็นเรื่องที่ยุติธรรมแล้ว

แต่ถ้าเรายังฆ่าสัตว์  ยังลักทรัพย์  ยังประพฤติผิดในกาม  ยังพูดเท็จ  ยังไม่หยุด
เราก็จะต้องได้รับความทุกข์เดือดร้อนต่อไปอีก  ไม่จบสิ้น

ด้วยเหตุแห่งคำสอนนี้
เราจึงจะมีเจตนาละเว้นจากการทำกรรมที่ไม่ดีอีกต่อไป
.....

"การทำบาป  มีโทษภัยต่าง ๆ เป็นอันมาก
ฉะนั้น  จงเว้นจากการทำบาปทั้งปวงเถิด"
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. สังขธมสูตร (ว่าด้วยคนเป่าสังข์)


การสมาทานศีลที่ไม่ช่วยให้มีศีล


ในสมัยก่อน  ชาวบ้านที่เข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรม
เมื่อพระแสดงธรรมเรื่องศีล  และอานิสงส์ของศีลให้ฟัง
ชาวบ้านที่ฟังแล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใส  อยากจะรักษาศีล
ก็กล่าวกับพระ  เหมือนเป็นการปฏิญาณตนว่า  จะรักษาศีลข้อนั้นข้อนี้  หรือทุกข้อ

พระสงฆ์ก็จะรับทราบ  เป็นพยานในความตั้งใจที่ดีของคนคนนั้น
ซึ่งการทำอย่างนี้ก็มีข้อดี  คือ  ถ้าจะทำผิดศีล  ก็จะเตือนตัวเองได้ว่าเราได้ให้สัญญาต่อหน้าพระแล้วนะ  อย่าทำผิดศีลนะ

ต่อมา  คนที่ฟังธรรมแล้วอยากรักษาศีล  แต่ไม่รู้ว่าจะต้องกล่าวอย่างไร
ยิ่งถ้าต้องกล่าวเป็นภาษาบาลี  ซึ่งตนเองไม่ถนัด  และไม่รู้ความหมายด้วย
พระท่านก็จะบอก  แล้วให้กล่าวตาม

ภาพที่ปรากฏก็เลยกลายเป็นว่า
ต้องมีการอาราธนาศีล (ขอให้พระให้ศีล)
และคอยรับศีลโดยการกล่าวภาษาบาลีตามที่พระบอก





เวลาผ่านไป
คนที่ไม่รู้ที่มาที่ไป  ก็เข้าใจว่าตนจะมีศีลได้  ต้องไปขอศีลจากพระ
ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด
.....

ถ้าย้อนกลับไปดูลำดับขั้นตอนในอดีต
จุดเริ่มต้นที่สำคัญ  คือการได้ฟังธรรม
เมื่อฟังธรรมแล้ว  จึงเห็นอานิสงส์ของการรักษาศีล  เห็นโทษของการผิดศีล
เมื่อเห็นอานิสงส์และโทษแจ่มแจ้งแล้ว  จึงอยากรักษาศีล
จากนั้น  จึงกล่าวคำสมาทานศีล (รับเอาศีลมาปฏิบัติ) ต่อหน้าพระสงฆ์

การสมาทานศีลที่เป็นไปโดยลำดับอย่างนี้  จะช่วยให้เรารักษาศีลได้
เพราะเมื่อเราคิดจะทำผิดศีล  ก็จะนึกถึงธรรมที่ได้ฟังมา  นึกถึงโทษของการผิดศีล
นึกละอายแก่พระที่เป็นพยานในการสมาทานศีล
ก็จะช่วยยับยั้งความคิดที่จะทำผิดศีลได้
.....

แต่การสมาทานศีลในปัจจุบัน
ไม่ได้เริ่มจากการฟังธรรม
ทำให้ยังไม่เห็นอานิสงส์ของการมีศีล
ยังไม่เห็นโทษของการผิดศีล
จึงสมาทานศีลกันเพียงเป็นรูปแบบ  เป็นพิธีการ

เมื่อผู้สมาทานศีลคิดจะทำผิดศีล  ก็จะไม่มีสิ่งใดมาฉุดรั้งความคิดนั้นได้
การสมาทานศีลเช่นนี้จึงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย  ยังทำผิดศีลได้เหมือนเดิม
.....

ฉะนั้น  อย่าสักแต่ว่าสมาทานศีลเพียงเพราะเป็นพิธีการ  เป็นแค่รูปแบบ
แต่ควรทำความเข้าใจเรื่องของศีลให้กระจ่างแจ้ง
เมื่อนั้น  การสมาทานศีลที่เกิดจากใจที่อยากจะรักษาศีลจริง
ก็จะช่วยให้เรามีศีล  และนำประโยชน์สุขมาให้ได้จริง


(ขอบคุณข้อมูลจาก  web.facebook.com/tsangsinchai/posts/1738778339549229)
..........



ตัวช่วยของคนมีศีล


นสมัยหนึ่ง  มีพระปัจเจกพุทธเจ้าอาศัยอยู่ที่บรรณศาลานอกหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ชาวนาคนหนึ่งมีที่นาอยู่ระหว่างบรรณศาลากับหมู่บ้านแห่งนั้น

ชาวบ้านทั้งหลายเมื่อจะไปบำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้า  ก็ต้องผ่านที่นาแปลงนั้น
พระปัจเจกพุทธเจ้าเมื่อจะไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน  ก็ต้องผ่านที่นาแปลงนั้น

เมื่อคนทั้งหลายเดินผ่านที่นาแปลงนั้นบ่อยครั้ง  นาของชาวนาก็ได้รับความเสียหาย
เขาคิดว่า  "ถ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่อยู่  ชาวบ้านก็คงจะไม่เดินย่ำบนที่นาของเรา"

วันหนึ่ง  เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน
ชาวนาคนนั้นจึงเข้าไปยังบรรณศาลาแห่งนั้น
ทุบทำลายข้าวของในนั้นจนแตก  แล้วจุดไฟเผาบรรณศาลา

พระปัจเจกพุทธเจ้าเมื่อบิณฑบาตกลับมาเห็นบรรณศาลาถูกไฟไหม้
ก็ไม่ได้มีความเดือดร้อนใจแม้สักนิด
ได้เดินทางไปที่แห่งอื่นโดยไม่อาลัย

ชาวบ้านทั้งหลายเมื่อจะมาฟังธรรมในเวลาเย็น
เห็นบรรณศาลาถูกไฟไหม้  พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ไม่อยู่แล้ว
เมื่อสืบสวนจนรู้ว่าชาวนาคนนั้นเป็นคนเผาบรรณศาลา
จึงรุมประชาทัณฑ์ชาวนาคนนั้นจนถึงแก่ความตาย

หลังจากตายแล้ว  เขาได้ไปเกิดเป็นเปรต
มีหัวเป็นคน  มีตัวเป็นงู  และมีไฟลุกไหม้อยู่ตั้งแต่หัวจนถึงหาง
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในอหิเปตวัตถุ)


(ขอบคุณภาพจาก pexels.com : Photo by Spencer Selover)


องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ตอนหนึ่ง  ในโอวาทปาฏิโมกข์ว่า
"ขนฺตี  ปรมํ  ตโป  ตีติกฺขา"
"ขันติ (คือความอดทน) เป็นตบะ (เครื่องเผาบาป) อย่างยิ่ง"

ถ้าเราไม่รู้จักอดทนต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต
เราก็อาจจะพลาดพลั้งทำสิ่งที่เป็นบาปอกุศลได้โดยง่าย
.....

บางคนมีฐานะยากจน  ถูกความอดอยากบีบคั้น  ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ
ถ้าไม่อดทนต่อความลำบาก  ก็อาจจะหันไปประกอบมิจฉาชีพได้

บางคนถูกขับรถปาดหน้ากะทันหัน  ต้องเหยียบเบรคจนหัวทิ่ม
ถ้าไม่อดทนต่อความโกรธ  ก็อาจจะขับรถตามไปเอาคืน

บางคนชอบกินอาหารทะเล  คิดว่าต้องกินสด ๆ จึงจะอร่อย
ถ้าไม่อดทนต่อความอยาก  ก็อาจจะหากุ้งหอยปูปลาที่สด ๆ เป็น ๆ มาเผามาย่างกิน

บางคนถูกแย่งคนรัก  แฟนบอกเลิก
ถ้าไม่อดทนต่อความเศร้า  ก็อาจจะกินเหล้าจนเมาขาดสติ  แล้วก่อเรื่องที่ไม่ดีตามมา

บางคนถูกเอารัดเอาเปรียบ  ถูกทำร้ายร่างกาย
ถ้าไม่อดทนต่อความเจ็บปวด  ก็อาจจะโต้ตอบทำร้ายร่างกายคืน

ชาวนาคนนั้นเมื่อไม่สามารถอดทนต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
ไม่สามารถควบคุมสติเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาในทางที่ถูก
จึงพลาดพลั้งทำสิ่งที่เป็นบาปอกุศลลงไป
และเป็นเหตุให้ต้องรับผลของกรรม  ไปเกิดเป็นเปรตอีกยาวนาน
.....

ปัญหาที่เกิดขึ้น  ไม่ใช่ให้งอมืองอเท้ายอมจำนน
เพียงแต่ต้องมีความอดทนต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ไม่ให้อารมณ์ชั่ววูบชักนำไปในทางที่ไม่ดี

ในเบื้องต้น  ถ้าเราสามารถอดทนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้
เราก็จะคิดหาวิธีที่จะรับมือกับสิ่งนั้นได้อย่างถูกต้องตามมา

เราจะไม่ไปประกอบมิจฉาชีพ
เราจะไม่ขับรถตามไปปาดหน้ารถคันนั้น
เราจะไม่ฆ่าสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่
เราจะไม่กินเหล้าเมายา
เราจะไม่ทำร้ายร่างกายคนอื่น

เราจะไม่อ้างว่า  "เพราะเขาทำเราก่อน  เขาทำให้เราเดือดร้อน"
เราจะไม่มีเหตุผลใด ๆ มาอ้างเพื่อให้เราทำผิดศีลได้
.....

ปัญหาทุกปัญหามีทางออก
และทางออกที่ไม่ผิดศีล  ก็มีอยู่

ขันติหรือความอดทน  จึงเป็นตัวช่วยสำคัญอย่างหนึ่ง  ที่จะช่วยเผาบาปอกุศลในใจ
ทำให้เราไม่ต้องทำผิดศีล

เมื่อเราไม่ทำผิดศีล  ก็จะไม่มีโทษภัยใด ๆ ตามมาในภายหลัง
ภัยจากการติเตียนตนเองว่าทำผิดศีล  ก็ไม่มี
ภัยจากผู้อื่นติเตียนว่าเราทำผิดศีล  ก็ไม่มี
ภัยจากการถูกกฎหมายลงโทษ  ก็ไม่มี
เมื่อตายไป  ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไปทุคติ

วันนี้  เรามีความอดทนต่อการไม่ทำผิดศีลมากน้อยแค่ไหน
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. อหิเปตวัตถุ (เรื่องเปรตผู้มีรูปร่างเหมือนงู)


กลัวโทษภัย ๔ อย่างนี้ไหม


ข่าวไม่ดีต่าง ๆ ที่ปรากฎในหน้าหนังสือพิมพ์
ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว  ล้วนเกิดขึ้นเพราะคนที่ไม่มีศีลทั้งนั้น

ถ้าเรารักษาศีลข้อที่ ๑ ได้
ละเว้นจากการฆ่าสัตว์
จะมีข่าวการฆ่าเสือดำที่ทุ่งใหญ่นเรศวรหรือไม่

ถ้าเรารักษาศีลข้อที่ ๒ ได้
ละเว้นจากการลักทรัพย์
จะมีข่าวการทุจริตโกงเงินช่วยเหลือคนจน  ข่าวทุจริตเกี่ยวกับเงินทอนวัดหรือไม่

ถ้าเรารักษาศีลข้อที่ ๓ ได้
ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
จะมีข่าวข้าราชการระดับสูงซื้อบริการเด็กหญิงจากขบวนการค้ามนุษย์หรือไม่

ถ้าเรารักษาศีลข้อที่ ๔ ได้
ละเว้นจากการพูดเท็จ
จะมีข่าวการกล่าวตู่ว่าล็อตเตอรี่รางวัล ๓๐ ล้านบาทเป็นของตนทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่หรือไม่

ถ้าเรารักษาศีลข้อที่ ๕ ได้
ละเว้นจากการเสพของมึนเมา
จะมีข่าวลูกเมาเหล้าเสพยาบ้าคลุ้มคลั่งจะแทงพ่อหรือไม่

บางเหตุการณ์อาจจะเกิดขึ้นเพราะการละเมิดศีลเพียงข้อเดียว
แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้ละเมิดศีลข้ออื่น ๆ ตามมาได้อีก
และไม่ว่าใครก็ตามที่กระทำอย่างนี้  ย่อมถูกติเตียนจากผู้อื่นได้
และอาจจะมีโทษภัยอื่น ๆ ตามมาอีกด้วย
.....



(ขอบคุณภาพจาก matichonweekly.com)


องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถึงภัย ๔ อย่างที่เกิดจากการประพฤติทุจริตว่า
๑. ถ้าเราประพฤติทุจริต  ย่อมเป็นเหตุให้เราติเตียนตนเองได้
๒. ถ้าเราประพฤติทุจริต  เราจะถูกผู้อื่นติเตียนได้
๓. ถ้าเราประพฤติทุจริต  เราจะถูกกฎหมายลงโทษได้
๔. ถ้าเราประพฤติทุจริต  เราจะไปเกิดเป็นสัตว์นรก  เปรต  หรือสัตว์เดรัจฉานได้
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในอัตตานุวาทสูตร)


เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากเจอภัยทั้ง ๔ อย่างนี้
ไม่อยากติเตียนตนเอง
ไม่อยากถูกคนอื่นติเตียน
ไม่อยากถูกกฎหมายลงโทษ
ไม่อยากเกิดในแดนทุคติ

เมื่อไม่อยากเจอ  ก็ต้องหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นเหตุนำภัย ๔ อย่างนี้มาให้
คือ  หลีกเลี่ยงการประพฤติทุจริต
ประกอบแต่สุจริต
รักษาศีลทั้ง ๕ ข้อให้บริบูรณ์

ถ้าทำได้อย่างนี้
ตนเองก็จะมีความสุข
สังคมก็จะมีความสุข
ข่าวไม่ดีในหนังสือพิมพ์ก็จะลดน้อยลงไปในที่สุด
.....

เอาล่ะ  ข่าวที่ปรากฎในสื่อต่าง ๆ  อาจจะเป็นเรื่องของคนอื่น
ซึ่งเราไม่สามารถไปแก้ไขหรือทำอะไรคนอื่นได้

แต่ที่เราจะทำได้ก็คือ  กลับมาถามตัวเราเอง
เรากลัวโทษภัยทั้ง ๔ อย่างนี้ไหม
และเราควรจะเลิกการประพฤติทุจริตทุกอย่างแล้วหรือยัง

ศีลนั่นแล  จึงนำสุขมาให้
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. อัตตานุวาทสูตร (ว่าด้วยอัตตานุวาทภัย)



ความเห็นเรื่องโกหกสีขาว


เรื่องราวต่อไปนี้  หลายคนอาจจะเคยอ่านแล้ว
แต่ผมมีอีกแง่มุม  ที่อยากนำมาให้พิจารณาดูครับ

ขอเล่าเรื่องโดยย่อนะครับ
เป็นเรื่องของชายคนหนึ่ง  ชื่อเอี๋ยนหุย  เขาเป็นลูกศิษย์ของขงจื้อ

วันหนึ่ง  เอี๋ยนหุยไปที่ตลาด
เห็นชายคนหนึ่งที่กำลังเลือกซื้อผ้า  ทะเลาะกับพ่อค้าขายผ้าอยู่ว่า
"๘ คูณ ๓ ได้ ๒๓  ทำไมท่านให้ข้าจ่าย ๒๔ หยวนล่ะ"

พ่อค้าผ้าบอกว่า  "๘ คูณ ๓ ได้ ๒๔  ไม่ใช่ ๒๓  เจ้าอย่าขี้โกง"

ทั้งสองคนตกลงกันไม่ได้
เอี๋ยนหุยเห็นเหตุการณ์  จึงเข้าไปไกล่เกลี่ย  บอกกับชายที่ซื้อผ้าว่า
"พี่ชาย  ๘ คูณ ๓ ได้ ๒๔ นะ  ไม่ใช่ ๒๓"

ชายคนนั้นไม่เชื่อ  กล่าวว่า  "เจ้าเป็นใคร  ทำไมข้าจะต้องเชื่อเจ้า
ถ้าไม่ใช่ท่านขงจื้อ  ข้าไม่ยอมรับคำตัดสินหรอก"

เอี๋ยนหุยกล่าวว่า  "ถ้าอย่างนั้น  เราไปหาท่านขงจื้อกัน
ถ้าท่านขงจื้อบอกว่าพี่ชายผิด  พี่ชายจะทำอย่างไร"

ชายคนนั้นมั่นใจว่าตนเป็นฝ่ายถูกแน่ ๆ  จึงกล่าวว่า
"ข้าจะยอมให้ตัดหัวข้าได้เลย  แต่ถ้าเจ้าผิดล่ะ"

เอี๋ยนหุยกล่าวว่า  "ข้าจะยอมถอดหมวกประจำตำแหน่งขุนนางให้ท่านเลย"

แล้วทั้ง ๒ คนก็ไปหาขงจื้อ  เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง

เมื่อขงจื้อฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว  ก็กล่าวกับเอี๋ยนหุยว่า
"๘ คูณ ๓ ได้ ๒๓
เอี๋ยนหุย  เธอจงถอดหมวกขุนนางออกเถิด"

เอี๋ยนหุยฟังคำตัดสินจากขงจื้อแล้ว  แม้จะไม่พอใจ  แต่ก็ไม่โต้แย้ง
ยอมรับคำตัดสินของอาจารย์  ถอดหมวกขุนนางออก

ชายคนนั้นเมื่อรู้ว่าตัวเองชนะ  ก็ยิ้มร่าแล้วจากไป

หลังจากนั้น  ขงจื้อได้กล่าวกับเอี๋ยนหุยว่า
"การที่อาจารย์ตัดสินว่า ๘ คูณ ๓ ได้ ๒๓  เจ้าแพ้  เจ้าก็แค่ถอดหมวกขุนนาง
แต่ถ้าอาจารย์ตัดสินว่า ๘ คูณ ๓ ได้ ๒๔  ชายคนนั้นแพ้  เขาก็จะถูกตัดคอ
ระหว่างหมวกใบหนึ่งกับชีวิตของคนคนหนึ่ง  อะไรสำคัญกว่ากัน"
.....


ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง  หรือเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น

แต่สิ่งที่เรื่องนี้สื่อสารออกมาก็คือ
"อย่ามองข้ามคุณธรรมโดยให้ความสำคัญแค่เรื่องถูกผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ"
เหมือนที่ขงจื้อตัดสินว่า ๘ คูณ ๓ ได้ ๒๓  เพื่อรักษาชีวิตของชายคนนั้นไว้
.....


(ขอบคุณภาพจาก http://ent.sina.com.cn)


ครั้งแรกที่ผมอ่านเรื่องนี้จบ
ผมนึกถึงคำว่า  "โกหกสีขาว"
ซึ่งมีคนให้นิยามว่า  เป็นการโกหกที่ไม่ได้มีเจตนามุ่งร้าย
แต่เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ
หรือเพื่อให้สถานการณ์ในขณะนั้นดีขึ้น

แต่  "โกหกสีขาว"  เป็นสิ่งที่สมควรหรือไม่
ผมก็นึกถึงพระสูตรเรื่องหนึ่งในพระไตรปิฎก

เจ้าชายอภัยราชกุมารกราบทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระองค์จะพึงตรัสวาจาอันไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่นบ้างไหม"

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า
"ราชกุมาร  ปัญหาข้อนี้  จะตอบโดยแง่เดียวมิได้

๑. วาจาที่ไม่เป็นความจริง  ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
และวาจานั้นไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่น
เราไม่กล่าววาจานั้น

๒. วาจาที่เป็นความจริง  แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
และวาจานั้นไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่น
เราไม่กล่าววาจานั้น

๓. วาจาที่เป็นความจริง  และประกอบด้วยประโยชน์
แต่วาจานั้นไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่น
ในข้อนั้น  เรารู้กาลที่จะกล่าววาจานั้น

๔. วาจาที่ไม่เป็นความจริง  ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
แต่วาจานั้นเป็นที่ชอบใจของคนอื่น
เราไม่กล่าววาจานั้น

๕. วาจาที่เป็นความจริง  แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
แม้วาจานั้นเป็นที่ชอบใจของคนอื่น
เราไม่กล่าววาจานั้น

๖. วาจาที่เป็นความจริง  ที่ประกอบด้วยประโยชน์
และวาจานั้นเป็นที่ชอบใจของคนอื่น
ในข้อนั้น  เรารู้กาลที่จะกล่าววาจานั้น

เหตุไรจึงเป็นเช่นนั้น
เพราะเรามีความเอ็นดูในหมู่สัตว์ทั้งหลาย"
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในอภยราชกุมารสูตร)





กรณีของ  "โกหกสีขาว"
ก็คือ  "วาจาที่ไม่เป็นความจริง  แต่ (คิดเองว่า) เป็นประโยชน์"
ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้

แต่ถ้าพิจารณาให้ดี
จะเห็นว่า  "ประโยชน์"  ของการกล่าววาจาที่ไม่เป็นจริงนั้น
เป็นประโยชน์ที่  "คิดกันไปเอง"  ว่าจะเป็นประโยชน์

ยกตัวอย่างในกรณีของขงจื้อ
เขาคิดว่าการตัดสินว่า  ๘ คูณ ๓ ได้ ๒๓  เป็นประโยชน์
เพราะทำให้ชายคนนั้นไม่ต้องถูกตัดคอ

แต่ถ้าชายคนนั้นไปซื้อสินค้าอย่างอื่นอีก  ก็จะต้องทะเลาะกับคนขายอีก
ถ้าชายคนนั้นไปสอนลูก  ลูกก็จะได้ความรู้ที่ผิด
คนอื่นที่ไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด  แต่ศรัทธาขงจื้อ  ก็จะเชื่อว่า ๘ คูณ ๓ ได้ ๒๓ จริง ๆ
และปัญหาอื่น ๆ อีก  ฯลฯ
ที่คิดว่าเป็นประโยชน์  จึงกลายเป็นโทษ

ฉะนั้น  "วาจาที่ไม่เป็นความจริง  แต่มีประโยชน์"  จึงไม่มี
.....


ทีนี้  มาพิจารณา  "๘ คูณ ๓ ได้ ๒๔"
สิ่งนี้เป็นวาจาที่เป็นความจริง  เป็นวาจาที่มีประโยชน์
และเป็นวาจาที่เอี๋ยนหุยชอบใจ
แต่เป็นวาจาที่ชายคู่กรณีคนนั้นไม่ชอบใจ
ฉะนั้น  วาจานี้จึงต้องกล่าวให้ถูกที่ถูกเวลา
(อาจจะให้ทั้ง ๒ คนยกเลิกข้อตกลงกันก่อน  แล้วค่อยกล่าวก็ได้)
.....


ในชีวิตจริง  เราอาจจะเจอเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่อการโกหกสีขาว
แต่ถ้าเรามีหลักที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้วนี้
เราก็จะไม่พูดเท็จ  เพราะมันคือวจีทุจริต  เป็นบาปอกุศล

บางคนอาจจะคิดว่าบาปไม่มากหรอก  คงไม่เป็นไร
แต่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า  "บาปแม้นิด  อย่าได้คิดกระทำเลย"

ไม่ว่าโกหกสีขาว  หรือโกหกสีดำ  ก็ไม่ดีทั้งนั้น

เราควรพูดเรื่องจริง  ที่มีประโยชน์  ด้วยใจที่ปรารถนาดี
โดยใช้ปัญญาประกอบการพูดนั้น  ให้ถูกที่ถูกเวลา  จะดีกว่า

เลิกโกหกกันเถิดครับ
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง

พระสารีบุตรสอนพราหมณ์


พราหมณ์คนหนึ่งได้รับแต่งตั้งจากพระราชา
ให้ทำหน้าที่เก็บส่วยข้าวกล้าจากประชาชนเข้าคลังหลวง
โดยที่พระราชาทรงกำชับว่าให้เก็บเท่าที่จำเป็น  ไม่ให้ราษฎรเดือดร้อน

แต่เขาไปเก็บเอาข้าวกล้ามาเกือบหมด
โดยอ้างกับราษฎรว่า  "ข้าวกล้าในคลังหลวงมีน้อย 
พระราชาทรงสั่งให้เรามาเก็บไปอย่างนี้
พวกท่านอย่าได้คร่ำครวญไปเลย"

แล้วไปกราบทูลพระราชาว่า  "ฤดูกาลนี้  ชาวบ้านได้ผลผลิตน้อย
ข้าพระองค์ไม่อาจเบียดเบียนพวกเขาได้
จึงเก็บมาไม่มาก  พระเจ้าข้า"

เขาอาศัยการ  "ฉ้อราษฎร์"  และ  "บังหลวง"  เช่นนี้
เอาข้าวเข้าบ้านตนเองเป็นอันมาก  แล้วส่งเข้าคลังหลวงเพียงเล็กน้อย
.....


พราหมณ์ให้เหตุผลว่า  เขาจำเป็นต้องทำอย่างนี้
เพราะเขาต้องเลี้ยงพ่อแม่
ต้องเลี้ยงลูกเมีย
ต้องเลี้ยงข้าทาสบริวาร
ต้องเลี้ยงเพื่อนฝูงมิตรสหาย
ต้องเลี้ยงญาติพี่น้อง
ต้องต้อนรับแขกที่มาหา
ต้องทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษ
ต้องเซ่นสรวงเทวดา
ต้องส่งเงินภาษีให้รัฐ
ต้องเลี้ยงดูตนเอง
.....





พระสารีบุตรได้ถามพราหมณ์คนนั้นว่า
"ใครที่ประพฤติอธรรม  ละเมิดศีล ๕  หรือทำอกุศลกรรมบถ ๑๐
ไม่ว่าจะทำเพื่อเลี้ยงพ่อแม่  เลี้ยงลูกเมีย  เลี้ยงบริวาร  หรืออื่น ๆ ก็ตาม

(อกุศลกรรมบถ ๑๐  ได้แก่
ทางกาย  :  ฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์  ประพฤติผิดในกาม
ทางวาจา  :  พูดเท็จ  พูดส่อเสียด  พูดคำหยาบ  พูดเพ้อเจ้อ
ทางใจ  :  เพ่งเล็งอยากได้ของคนอื่น  พยาบาท  มีความเห็นผิด)

ถ้านายนิรยบาล (ผู้ลงโทษสัตว์นรก) ฉุดคร่าเขาผู้นั้นไปยังนรก
เพราะการประพฤติอธรรมของเขา

เขาจะร้องขอได้ไหมว่า
'ข้าพเจ้าประพฤติอธรรมเพื่อบุคคลทั้งหลายเหล่านั้น
ข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
ขอท่านอย่าฉุดคร่าข้าพเจ้าไปยังนรกเลย'

หรือบุคคลเหล่านั้นทั้งหมดจะอ้อนวอนได้ไหมว่า
'ชายคนนี้ประพฤติอธรรมเพื่อประโยชน์แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย
ขอท่านอย่าฉุดคร่าเขาไปยังนรกเลย'

เขาจะได้รับการยกเว้นเพราะคำร้องขอนั้นได้หรือไม่"

พราหมณ์ตอบว่า
"ไม่ได้  ชายคนนั้นถึงจะคร่ำครวญมากมาย
นายนิรยบาลก็ต้องโยนเขาลงนรกจนได้"

พระสารีบุตรถามอีกว่า
"คน ๒ จำพวก  คือ
พวกที่ ๑  คนที่ประพฤติอธรรม  แม้จะทำเพื่อบุคคลอื่นก็ตาม
กับพวกที่ ๒  คนที่ไม่ประพฤติอธรรม  และทำเพื่อบุคคลอื่นเช่นกัน
คนจำพวกไหนประเสริฐกว่ากัน"

พราหมณ์ตอบว่า
"คนที่ไม่ประพฤติอธรรม  ประเสริฐกว่า"

พระสารีบุตรถามอีกว่า
"การงานที่ประกอบด้วยธรรม  โดยไม่ต้องทำบาปกรรม
และเป็นข้อปฏิบัติที่เป็นบุญได้
ที่ทำให้เขาเลี้ยงดูบุคคลทั้งหลายได้  มีอยู่หรือไม่"

พราหมณ์ตอบว่า  "มีอยู่"
.....

(อ่านเรื่องราวทั้งหมดได้ในธนัญชานิสูตร)


ในเมื่อการทำบาป  การเบียดเบียนผู้อื่น  ไม่ใช่สิ่งประเสริฐ
เป็นเหตุให้ถูกติเตียนได้ในปัจจุบัน
และหลังจากตายแล้ว  ยังต้องไปรับกรรมในนรกอีก
ไม่มีข้ออ้างใด ๆ มาเป็นข้อยกเว้นจากนายนิรยบาลได้

และวิธีที่เราจะเลี้ยงดูพ่อแม่  เลี้ยงดูลูกเมีย  หรือคนอื่น ๆ ได้
โดยที่ไม่ต้องทำบาป  ไม่ต้องเบียดเบียนผู้อื่น  ก็มีอยู่มากมาย

แล้วเราควรทำบาปหรือ
ควรเบียดเบียนคนอื่นหรือ
ไม่ต้องทำความเลว  ก็เลี้ยงดูพ่อแม่และครอบครัวได้  ไม่ใช่หรือ
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง