เมื่อกลางปีที่ผ่านมา มีข่าวอดีตพระภิกษุรูปหนึ่งตกเป็นจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ต่อมาภายหลัง ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้อง
หลังฟังคำพิพากษา อดีตพระภิกษุรูปนั้นได้กล่าวว่า "ขอความเป็นธรรมให้ฉันด้วย คดีนี้ศาลตัดสินว่าฉันไม่ผิด ที่เป็นข่าวไปทำให้เสียหายมาก ฉันโดนกลั่นแกล้ง"
.....
ในช่วงต้นพุทธกาล มีหญิงปริพาชิกาคนหนึ่ง นามว่า จิญจา ได้เคยใส่ร้ายพระพุทธเจ้า ถึงขนาดทำเล่ห์อุบายว่าตนได้ตั้งครรภ์กับพระพุทธเจ้า โวยวายเรียกร้องให้พระพุทธเจ้ารับผิดชอบ ท่ามกลางผู้คนที่กำลังฟังธรรมอยู่เป็นจำนวนมาก
(อ่านเพิ่มเติมได้ในจิญจมาณวิกาวัตถุ)
.....
ถ้าเราได้ศึกษาพระธรรมมาดีแล้ว เราจะตระหนักอยู่เสมอว่า
"สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ใครทำกรรมใดไว้ จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น"
การที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถูกนางจิญจากล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง ก็เป็นผลกรรมที่พระองค์ได้ทรงกระทำไว้ในอดีต ดังที่มีแสดงไว้ในพุทธาปทานชื่อปุพพกัมมปิโลติ
(อ่านเพิ่มเติมในผลกรรมที่พระพุทธเจ้าได้รับ)
สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุมีปัจจัย
เหตุดี ผลจึงดี
เหตุไม่ดี ผลย่อมไม่ดี
การที่ใครสักคนถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิด
ถ้าผู้นั้นกระทำความผิดจริง ก็ย่อมสมควรที่จะถูกกล่าวหาเช่นนั้น ไม่ต้องร้องขอความเป็นธรรม
แต่ถ้าผู้นั้นไม่ได้กระทำความผิดจริง การที่ถูกกล่าวหาก็ย่อมเป็นผลจากเหตุที่เคยกระทำไม่ดีมาในอดีต (ไม่ว่าจะกระทำไว้ในอดีตชาตินี้หรือในอดีตชาติก่อน ๆ) เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ต้องร้องขอความเป็นธรรมอีกเช่นกัน
การร้องขอความเป็นธรรม เพื่อให้ผู้อื่นสงสาร ให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ ย่อมมิใช่วิสัยของผู้ที่รู้ธรรมเห็นธรรม
กรรมและผลของกรรม ยุติธรรมเสมอ
สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา เป็นผลจากเหตุที่เราทำไว้เอง
เราทุกคนต่างก็ได้รับความเป็นธรรม ตามผลของการกระทำของเราเองอยู่แล้ว
..........
หลาย ๆ บทความที่ผ่านมา ได้เขียนย้ำเกี่ยวกับพระพุทธดำรัสที่ว่า
"สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ใครทำกรรมใดไว้ จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น"
เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในพระพุทธศาสนา
ถ้าเราทุกคนมีความเชื่ออย่างถูกต้องในเรื่องกรรมและผลของกรรมที่จะได้รับ ก็คงจะไม่มีใครกล้าทำกรรมที่ไม่ดี ไม่มีใครกล้าละเมิดศีล เพราะกลัวว่าจะต้องรับผลที่ไม่ดีกลับมา
.....
แต่ก็มีบางคนที่นำความรู้เรื่องกรรมนี้ไปใช้ผิดทาง
เกือนสิบปีมาแล้ว ผมเคยเห็นบทสัมภาษณ์ผู้ชายคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นคนเจ้าชู้ คบหาเป็นแฟนกับผู้หญิงพร้อมกันหลาย ๆ คน
จำได้ว่ามีตอนหนึ่งในบทสัมภาษณ์
คนสัมภาษณ์ถามเขาว่า "สิ่งที่ทำมาทั้งหมดนี้ ไม่กลัวเวรกรรมจะตามทันหรือ"
ผู้ชายคนนี้ตอบว่า "ผมมองมุมกลับ ผมถือว่าผู้หญิงที่ต้องมาคบซ้อนกับผมหลาย ๆ คนในวันนี้ เป็นการชดใช้กรรมที่เคยทำกับผมไว้ในชาติที่แล้ว"
เขายังให้ความเห็นเพิ่มเติมอีกด้วยว่า "นี่คือกฎแห่งกรรม ชาติหน้าผมก็ต้องไปใช้กรรมให้พวกเขา แล้วชาติต่อไปพวกเขาก็ต้องมาใช้กรรมให้ผลอีก แต่สิ่งที่จะทำให้วงจรนี้หยุดลงได้ก็คือเราต้องหยุดกระทำเพื่อไม่ให้เกิดวงจรในชาติต่อไป แล้วก็อโหสิกัน"
.....
รู้สึกแปลก ๆ หรือเปล่า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่องกรรมและผลของกรรมไว้ เพื่อให้พุทธบริษัทมีหิริและโอตตัปปะ เกิดความกลัวต่อผลของบาป และละอายต่อการที่จะต้องทำบาป
แต่ผู้ที่ไม่เข้าใจธรรมะดีพอ ก็จะเอาธรรมะไปใช้เข้าข้างกิเลสของตนเอง และกล้าทำบาปกรรมมากยิ่งขึ้น
และเมื่อทำบาปกรรมมากยิ่งขึ้น ตนเองนั่นแหละก็จะต้องได้รับผลของกรรมต่อไป
การหยุดวงจรกรรมโดยอโหสิ ก็ไม่ใช่ว่าต้องให้อีกฝ่ายอโหสิก่อน โดยเรายังคงทำกรรมไม่ดีอยู่
แท้จริงแล้ว ไม่ว่าอีกฝ่ายจะอโหสิหรือไม่ก็ตาม เราเองนั่นแหละควรจะหยุดทำบาปกรรมโดยไม่ต้องมีเงื่อนไขใด ๆ
.....
ถ้าเรามีความเข้าใจที่ถูกต้องในพระธรรมในพระพุทธศาสนา ผลที่เกิดขึ้นกับเราที่ตรวจสอบได้ คือ
๑. เราจะตั้งใจละจากบาปทั้งปวง (เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดีที่จะเกิดขึ้นกับเรา)
๒. เราจะตั้งใจบำเพ็ญบุญกุศลให้มากยิ่งขึ้น (เพื่อให้เกิดแต่สิ่งดีกับเรา)
ถ้าพฤติกรรมของเรายังไม่ตรงกับ ๒ ข้อนี้ ก็ควรย้อนกลับไปดูว่าเราเข้าใจพระธรรมถูกต้องแล้วหรือไม่เพียงไร
ไม่เช่นนั้น อันตรายจากการใช้พระธรรมผิดทาง คือผลของกรรมไม่ดีที่เราทำลงไป ก็จะเกิดกับเราอย่างแน่นอน
..........
ชายคนหนึ่ง เกิดในตระกูลมีฐานะ เป็นลูกช่างทอง
แต่ด้วยความมัวเมาในความเป็นหนุ่ม จึงได้ลอบเป็นชู้กับภรรยาคนอื่น
หลังจากตายในชาตินั้น เขาไปใช้กรรมอยู่ในนรก ถูกไฟนรกเผาเป็นเวลานาน
เมื่อพ้นจากนรกนั้น ก็มาเกิดในท้องของนางลิงตนหนึ่ง
เมื่อคลอดได้ ๗ วัน ก็ถูกลิงจ่าฝูงกัดอวัยวะสืบพันธุ์เพราะกลัวจะมาแย่งความเป็นใหญ่
นี้เป็นผลกรรมที่เป็นชู้กับภรรยาคนอื่น
ตายจากชาตินั้น ก็มาเกิดเป็นแพะตัวหนึ่ง ตาบอด เป็นง่อย
เมื่ออายุได้ ๑๒ ปี ก็ถูกเด็กตัดอวัยวะสืบพันธุ์ ทำให้ล้มป่วย หนอนชอนไชที่อวัยวะสืบพันธุ์นั้น
นี้ก็เป็นผลกรรมที่เป็นชู้กับภรรยาคนอื่น
ตายจากชาตินั้น มาเกิดเป็นลูกวัวตัวหนึ่งของพ่อค้าวัว
เมื่ออายุ ๑๒ ปี ก็ถูกตอน ถูกใช้ให้ลากไถและเทียมเกวียน ป่วยเป็นโรค ตาบอด
นี้ก็เป็นผลกรรมที่เป็นชู้กับภรรยาคนอื่น
ตายจากชาตินั้น มาเกิดเป็นลูกของนางทาส แต่มีเพศเป็นหญิงก็ไม่ใช่ เป็นชายก็ไม่เชิง
นี้ก็เป็นผลกรรมที่เป็นชู้กับภรรยาคนอื่น
ตายจากชาตินั้น มาเกิดเป็นลูกสาวของคนยากจนเข็ญใจ มีหนี้สินรุมเร้า
ถูกเจ้าหนี้ฉุดให้ไปอยู่กับลูกชายของเขาซึ่งมีภรรยาอยู่ก่อนแล้ว
ก็ไปทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกกันอีก
มาในชาตินี้ เกิดเป็นลูกสาวเศรษฐี
เมื่อโตขึ้น ได้แต่งงานมีครอบครัว ไปอยู่กับสามีที่มีฐานะเสมอกัน
นางปรนนิบัติดูแลสามีประดุจเทวดา
แต่อยู่ด้วยกันได้เพียงเดือนเดียว สามีเกิดเบื่อหน่ายนาง และไล่นางออกจากบ้าน
พ่อแม่ได้ยกนางให้กับชายอีกคนที่มีฐานะต่ำกว่า
แต่อยู่ด้วยกันได้เพียงเดือนเดียว สามีคนที่ ๒ ก็เบื่อหน่ายและทิ้งนางไป
พ่อแม่ได้ยกนางให้กับชายอีกคนที่มีฐานะยากจน
แต่อยู่ด้วยกันได้เพียงครึ่งเดือน สามีคนที่ ๓ ก็เบื่อหน่ายและทิ้งนางไป
.....
ถ้าเราเกิดเป็นนางในชาตินี้ ประสบกับปัญหาในชีวิต ถูกสามีทอดทิ้งถึง ๓ ครั้ง
เราจะทำอย่างไร
.....
(ขอบคุณภาพจาก pixabay.com)
บางคนอาจจะไปหาพระ แม่ชี หมอดู ร่างทรง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อื่น ๆ ให้ช่วยแก้ไข
ให้ช่วยดูอดีต สแกนกรรม สะเดาะเคราะห์ ฯลฯ
จุดประสงค์หลัก เพราะคิดว่าปัญหาเหล่านั้นเกิดจากผลกรรมในอดีต จึงต้องการที่จะแก้กรรมด้วยวิธีการอะไรก็ได้
.....
ลูกสาวเศรษฐีเมื่อถูกสามีทอดทิ้ง ก็คิดว่าจะไปฆ่าตัวตายให้หมดเวรหมดกรรม
แต่ในเวลานั้น มีภิกษุณีรูปหนึ่งเดินบิณฑบาตมาถึงบ้านที่นางอยู่พอดี
นางจึงได้นิมนต์และถวายภัตตาหารแก่ภิกษุณีรูปนั้น
เมื่อภิกษุณีรูปนั้นฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ได้แสดงธรรมให้นางฟัง
นางจึงกล่าวกับบิดามารดาว่า
"พ่อจ๋า แม่จ๋า ลูกทำบาปกรรมมามากแล้ว ลูกจะขอชำระกรรมนั้นให้สิ้นไป ลูกจะขอบวช"
เมื่อบิดามารดาอนุญาตแล้ว นางจึงได้บวชเป็นภิกษุณี ศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน จนได้บรรลุพระอรหันต์
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในอิสิทาสีเถรีคาถา)
ก่อนที่จะบวชนั้น ลูกสาวเศรษฐีไม่รู้ว่าตนเองทำกรรมอะไรไว้ในอดีต
แต่เมื่อได้ฟังธรรมแล้ว จึงตระหนักว่า
"สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ใครทำกรรมใดไว้ จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น"
การที่จะเสียเวลาไปค้นหาว่าอดีตเคยทำกรรมอะไรไว้ ไม่เป็นประโยชน์
เพราะกรรมที่ทำลงไปแล้วไม่สามารถแก้ไขได้
เมื่อผลของกรรมที่ทำในอดีตกำลังให้ผล ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ก็เป็นผลจากเหตุที่เราทำมาเอง จึงควรยอมรับผลกรรมนั้นด้วยความเคารพ
แต่ปัจจุบันและอนาคต คือสิ่งที่เราสามารถกำหนดได้
เลือกทำกรรมที่ดี ไม่ทำบาปอกุศลกรรม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ผลของกรรมดีย่อมตามมาให้ผลที่ดีแน่นอน
.....
ย้ำอีกทีว่า การรู้อดีตว่าเราทำกรรมอะไรมา ไม่สำคัญ
แม้เราจะไม่รู้ แต่ถ้าเราเชื่อในเรื่องกรรมและผลของกรรม เราก็จะยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นได้
และตั้งมั่นที่จะทำแต่กรรมดีในปัจจุบันและอนาคตตลอดไป
..........
เด็กคนหนึ่งเกิดมาในตระกูลคนยากจน
เขามีรูปร่างประหลาด มือเท้าไม่สมประกอบ
แถมยังมีหน้าตาอัปลักษณ์ ตา หู จมูก ปาก ไม่อยู่ในตำแหน่งปกติ
ตั้งแต่วันที่เขาปฏิสนธิในท้องมารดา จนกระทั่งคลอดออกมา ครอบครัวก็หากินฝืดเคืองมาตลอด
สมมติว่าคุณเป็นเด็กคนนั้น
ร่างกายก็ไม่สมประกอบ เกิดมามีชีวิตอาภัพอย่างนี้
คุณจะทำอย่างไร
.....
(ขอบคุณภาพจาก mthai.com)
หลายคนที่ชีวิตอาจจะไม่ราบรื่น มีปัญหาอุปสรรคตลอดเวลา
หรือแม้บางคนที่ชีวิตไม่ได้มีปัญหาอะไรมากนัก
แต่มีคนมาทักว่าโครงหน้าไม่ดี โหงวเฮ้งไม่ดี มีปานตรงนั้น มีไฝตรงนี้
แล้วชวนให้ศัลยกรรมผ่าตัด เพื่อเปลี่ยนโครงหน้าให้ดี ให้โหงวเฮ้งดีขึ้น
สิ่งเหล่านี้ เพื่อที่จะให้ชีวิตดีขึ้น ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ลดน้อยลง
คุณคิดว่าอย่างไร
.....
สำหรับเด็กที่หน้าตาอัปลักษณ์คนนั้น เกิดมาพิกลพิการ ลำบาก
ถ้าเด็กคนนั้นไปผ่าตัดให้ร่างกายสมบูรณ์ขึ้น
คุณคิดว่าชีวิตของเขาจะพ้นจากความลำบากได้จริงไหม
ย้อนกลับไปดูในอดีตชาติที่แล้ว
เด็กคนนี้เคยเป็นเศรษฐีคนหนึ่ง แต่มีนิสัยตระหนี่ ขี้เหนียว
แม้จะสอนลูกสอนหลาน ก็สอนให้เป็นคนตระหนี่เหมือนตน
เขากลัวทรัพย์สินจะหมดสิ้นไป จึงไม่ยอมบอกที่ฝังขุมทรัพย์ของตนให้ใครรู้แม้กระทั่งลูกของตัวเอง
ด้วยความตระหนี่อันเป็นมลทินในใจนี้เอง
หลังจากตายแล้ว เศรษฐีตระหนี่ผู้นี้จึงมาเกิดเป็นเด็กหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้
และด้วยผลของความตระหนี่ในชาตินั้นเอง ทำให้เขาต้องมีชีวิตที่ยากลำบากในชาตินี้
(อ่านเพิ่มเติมได้ในอานันทเสฏฐิวัตถุ)
.....
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว
แม้จะมีใครทำศัลยกรรมผ่าตัดให้เด็กคนนี้ ให้มีรูปร่างหน้าตาปกติ ให้มีร่างกายปกติ
หรือแม้จะยิ่งไปกว่านั้น ศัลยกรรมให้มีโหงวเฮ้งดีตามตำรากันเลย
แต่ความยากลำบากในชีวิตจะหมดสิ้นไปไหม
สาเหตุของการมีชีวิตยากลำบาก มีปัญหาอุปสรรคมากมาย
ไม่ได้เกิดจากการมีหน้าตาขี้เหร่
ไม่ได้เกิดจากการมีโหงวเฮ้งไม่ดี
ไม่ได้เกิดจากการมีไฝตรงนั้น มีปานตรงนี้
การศัลยกรรมปรับเปลี่ยนใบหน้า การเอาไฝเอาปานออก
จึงไม่ช่วยแก้ปัญหาชีวิตได้จริง
เราทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน และเป็นผู้รับผลของกรรมที่เราทำมาเอง
ฉะนั้น ถ้าต้องการให้มีชีวิตราบรื่น ไม่มีปัญหาอุปสรรค
ก็ควรแก้ให้ถูกจุด
กรรมในอดีตที่ผ่านมาแล้ว เราไม่สามารถย้อนเวลาไปแก้ไขอะไรได้
ปัญหาชีวิตในปัจจุบัน ก็เป็นผลมาจากการกระทำของเราเองที่เราต้องยอมรับ
แต่สิ่งสำคัญที่เราจะทำได้ในเวลานี้ และต่อ ๆ ไป
คือ ทำแต่กรรมดี ละเว้นกรรมที่ไม่ดีทั้งปวง
เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาชีวิตในอนาคตข้างหน้า
ดีกว่าเสียเวลาไปแก้ผิดจุด แก้ผิดที่ผิดทาง และไม่ได้ผลจริง
..........
ในสมัยพุทธกาล มีภิกษุกลุ่มหนึ่งจำนวน ๗ รูปเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
ระหว่างทาง ได้ขอเข้าพักค้างแรมที่วัดแห่งหนึ่ง
เจ้าอาวาสได้จัดสถานที่ในถ้ำให้พักอาศัย
ตกกลางคืน หินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งได้กลิ้งลงมาปิดประตูถ้ำนั้น
เจ้าอาวาสได้ให้ชาวบ้านมาช่วยกันผลักหินก้อนนั้น
แต่แม้จะเกณฑ์ชาวบ้านมาถึง ๗ หมู่บ้าน ก็ไม่สามารถทำให้หินนั้นเคลื่อนออกไปได้
ภิกษุทั้ง ๗ รูปติดอยู่ในถ้ำนั้นนานถึง ๗ วันโดยไม่มีอาหารตกถึงท้องเลย ต้องทรมานเพราะความหิวเป็นอันมาก
ในวันที่ ๗ หินก้อนนั้นก็ได้เคลื่อนออกไปเองราวปาฏิหาริย์
เมื่อภิกษุทั้ง ๗ รูปออกจากถ้ำได้แล้ว จึงเดินทางต่อเพื่อไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
แล้วได้กราบทูลเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ
.....
พระพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากกรรมที่ภิกษุเหล่านั้นทำไว้เอง
ในอดีตชาติ ภิกษุเหล่านั้นเกิดเป็นเด็กในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ทั้งหมดเป็นเพื่อนกัน
วันหนึ่ง เด็กเหล่านั้นเจอเหี้ยตัวหนึ่ง จึงช่วยกันไล่จับ
แต่เหี้ยตัวนั้นวิ่งหนีเข้าไปในจอมปลวกซึ่งมีรูอยู่ ๗ รู
เด็กเหล่านั้นจึงหาใบไม้ กิ่งไม้ ไปอุดรูนั้นไว้ทั้งหมด
แล้วคิดว่าวันพรุ่งนี้จะมาจับเหี้ยตัวนั้นใหม่
แต่วันรุ่งขึ้น เด็กเหล่านั้นพากันลืมนึกถึงเหี้ยตัวนั้น
ผ่านไป ๗ วัน
เด็กเหล่านั้นเดินไปเห็นจอมปลวก ก็นึกถึงเหี้ยตัวนั้นได้ จึงรีบเปิดช่องรูเหล่านั้น
เหี้ยตัวนั้นอดอาหารอยู่ในนั้นนาน ๗ วัน ซูบผอม ตัวสั่น ได้คลานออกมาอย่างน่าเวทนา
เด็กเหล่านั้นเห็นแล้วจึงปล่อยเหี้ยตัวนั้นให้เป็นอิสระ
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในการเบียดเบียนนำทุกข์มาให้ (ตอนที่ ๓))
นี่คืออกุศลกรรมที่เด็ก ๗ คนนั้นทำไว้
ในชาตินี้ จึงต้องมาติดอยู่ในถ้ำและอดอาหารนาน ๗ วัน
(ขอบคุณภาพจาก www.tourismthailand.org)
ปลายเดือนที่แล้ว
มีข่าวของเด็กกลุ่มหนึ่งเข้าไปในถ้ำแล้วออกไม่ได้ เพราะเกิดฝนตกหนัก ทำให้น้ำไหลเข้าไปท่วมปิดทางออก
สถานการณ์คล้ายคลึงกันกับภิกษุ ๗ รูปที่ถูกหินปิดปากถ้ำ
ณ วันนี้ (๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑) แม้ทีมค้นหาจะพบเด็กกลุ่มนี้แล้ว
แต่ยังไม่สามารถช่วยออกมาจากถ้ำได้ทันที
ยังต้องมีขั้นตอนในการเคลื่อนย้ายและเยียวยารักษาอีก
อย่างไรก็ตาม ก็เริ่มมีคนพูดถึงเรื่องนี้ว่าเป็นความผิดของใคร
บ้างก็ว่าเป็นความผิดของเด็ก เพราะเด็กซน เข้าไปเล่นในถ้ำเอง
บ้างก็ว่าเป็นความผิดของผู้ใหญ่ที่ไปกับเด็ก เพราะผู้ใหญ่ไม่ห้าม แต่กลับเข้าไปในถ้ำกับเด็กด้วย
โทษคนนั้น โทษคนนี้
แต่เราจะได้ประโยชน์อะไร จากการรู้ว่าใครผิด
.....
เหตุการณ์ที่ภิกษุ ๗ รูปติดอยู่ในถ้ำ
พระพุทธเจ้าก็มิได้ตรัสว่าเป็นความผิดของภิกษุทั้ง ๗ รูป
และมิได้ตรัสว่าเป็นความผิดของภิกษุเจ้าอาวาส
เพราะไม่มีประโยชน์อะไร
แต่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าถึงอกุศลกรรมที่ภิกษุเหล่านั้นเคยทำมาในอดีต
เป็นเหตุให้ต้องมารับผลกรรมในชาตินี้
การรู้อย่างนี้ เป็นประโยชน์มากกว่า
เพราะจะทำให้เรากลัวที่จะทำบาปอกุศลกรรมใหม่
สำหรับเหตุการณ์ของเด็กติดถ้ำ
แม้เราจะระลึกชาติไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอกุศลกรรมอะไรที่เด็กกลุ่มนี้เคยทำมาก่อน
แต่เรารู้ว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากเหตุ"
"สิ่งที่ดี เกิดจากเหตุที่ดี
สิ่งที่ไม่ดี เกิดจากเหตุที่ไม่ดี"
รู้และตระหนักในข้อนี้ ก็น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าการเที่ยวหาคนผิด
.....
อย่ามัวเสียเวลากับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เที่ยวโทษคนนั้น โทษคนนี้
ใช้เวลาในการทำความเห็นให้เป็นสัมมาทิฏฐิ
ตระหนักในเรื่องกรรมและผลของกรรมให้ดี
เพื่อให้เราละเว้นจากอกุศลกรรมทั้งปวงให้ได้
จะมีประโยชน์ต่อตัวเราเองมากกว่า
..........
ใครเคยสวดพระคาถาบทนี้บ้าง ชื่อพระคาถาว่า อภยปริตร
บทสวดมีดังนี้
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
คำแปลของพระคาถาบทนี้ มีอยู่ว่า
ลางร้ายใด ๆ อัปมงคลใด ๆ เสียงนกที่น่าสะพรึงกลัวใด ๆ เคราะห์ร้ายและฝันร้ายที่ไม่น่าปรารถนาใด ๆ
ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า อานุภาพของพระธรรม อานุภาพของพระสงฆ์ ขอความเลวร้ายทั้งปวงเหล่านั้นจงพินาศไปสิ้น
.....
(ขอบคุณภาพจากแฟ้มภาพ www.thairath.co.th)
ครั้งหนึ่ง มีผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า
"มีพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวอ้างว่าสามารถทำคนที่ตายแล้วให้ไปสวรรค์ได้"
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
"บุรุษใดก็ตามที่ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ
แม้จะมีคนมาสวดสรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบบุรุษนั้นว่า 'ขอบุรุษนี้หลังจากตายแล้วจงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์เถิด'
ถึงกระนั้นก็ตาม อกุศลกรรมที่เขาทำไว้นั้นก็จะเป็นเหตุให้เขาไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ในทางกลับกัน
บุรุษใดก็ตามที่ประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ
แม้จะมีคนมาสวดสาปแช่ง ประนมมือเดินเวียนรอบบุรุษนั้นว่า 'ขอบุรุษนี้หลังจากตายแล้วจงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรกเถิด'
ถึงกระนั้นก็ตาม กุศลกรรมที่เขาทำไว้นั้นก็จะเป็นเหตุให้เขาไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์"
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในอสิพันธกปุตตสูตร)
ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า ...
ที่เราคิดว่าพระพุทธเจ้าสามารถปัดเป่าภัยอันตรายให้หายไปได้
แต่แม้พระพุทธเจ้าเองก็ยังต้องรับผลของกรรมที่พระองค์เคยกระทำไว้ในอดีตชาติ
ซึ่งเป็นเหตุให้ถูกกล่าวตู่ว่าทำนางจิญจมาณวิกาท้อง
ถูกพระเทวทัตกลิ้งก้อนหินใหญ่เพื่อให้หล่นมาทับ
และถูกกระทำเหตุร้ายอื่น ๆ อีกมาก
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในผลกรรมที่พระพุทธเจ้าได้รับ)
ด้วยอานุภาพของพระธรรม ...
ที่เราคิดว่าการจำธรรมได้มาก จำปาติโมกข์ได้ทั้งหมด สวดมนต์ได้หลายบท จะช่วยปัดเป่าภัยอันตรายให้หายไปได้
พระโปฐิละผู้เป็นธรรมกถึก รู้ธรรมมาก เป็นครูสอนธรรมให้แก่คณะต่าง ๆ ถึง ๑๘ คณะ
แต่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าเป็นใบลานเปล่า คัมภีร์เปล่า เพราะไม่ได้รับผลใด ๆ จากการปฏิบัติ
เกือบจะต้องไปอบาย
โชคดีที่สำนึกตัว รับฟังคำชี้แนะจากสามเณรจนบรรลุธรรมได้
.....
ด้วยอานุภาพของพระสงฆ์ ...
ที่เราคิดว่าพระสงฆ์จะสามารถปัดเป่าภัยอันตรายของเราให้หายไปได้
แต่แม้พระสารีบุตรผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า
มารดาของท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เสี่ยงที่จะไปอบาย
พระสารีบุตรก็ไม่สามารถดลบันดาลฤทธิ์ช่วยมารดาได้
แต่พระสารีบุตรออกอุบายให้มารดาได้มีโอกาสฟังธรรม จนเกิดดวงตาเห็นธรรม และพ้นอบายได้
.....
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ใครทำกรรมใดไว้ จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
พระโปฐิละก็ต้องทำกรรมอันดี เพื่อเป็นที่พึ่งอาศัยของตน
มารดาของพระสารีบุตรก็ต้องทำกรรมอันดี เพื่อเป็นที่พึ่งอาศัยของตน
ไม่มีใครทำแทนให้ใครได้
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ทำแทนให้เราไม่ได้
.....
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ได้มีอานุภาพที่จะช่วยดลบันดาลให้ใครรอดพ้นจากภัยอันตรายต่าง ๆ ตามผลของกรรมที่เคยทำมาได้
การขอให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ช่วยปัดเป่าภัยอันตรายให้พ้นไป ย่อมเป็นไปไม่ได้
อานุภาพของพระพุทธเจ้า เกิดจากการตรัสรู้และเผยแผ่พระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้แล้วเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก
อานุภาพของพระธรรม เกิดจากการศึกษา (ทั้งปริยัติและปฏิบัติ) อย่างจริงจัง จนเกิดประโยชน์สุขแก่ผู้ที่ศึกษานั้น
อานุภาพของพระสงฆ์ เกิดจากการปฏิบัติตรงตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และบอกกล่าวแก่สัตว์โลกที่ต้องการรู้ธรรมเห็นธรรมตาม
อานุภาพทั้ง ๓ นี้จะให้ผลเกิดขึ้นเป็นประโยชน์แก่เรา
ก็ต่อเมื่อเราปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
โดยมีพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบคอยชี้แนะ
ให้เราตั้งมั่นที่จะประพฤติสุจริต ละเว้นขาดจากการประพฤติทุจริตทั้งปวง
เมื่อกระทำแต่กรรมดี ไม่ทำกรรมชั่ว เหตุร้ายต่าง ๆ เรื่องอัปมงคล หรือเรื่องที่น่าสะพรึงกลัว ก็จะไม่เกิดขึ้นกับเรา
นี่แลคือการปัดเป่าภัยอันตรายได้อย่างแท้จริง
อย่าหวังพึ่งตัวช่วยใด ๆ โดยไม่ทำที่พึ่งอันดีของตนเอง ด้วยตนเอง
ตัวช่วยแก้เหตุร้ายที่ดีที่สุด คือตัวเราเองที่มีธรรม
ตนแล (ที่มีธรรม) เป็นที่พึ่งแห่งตน
..........
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
มีข่าวใหญ่เกี่ยวกับการล่าสัตว์ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
แต่จนถึงวันนี้ ผู้ทำผิดก็ยังไม่ได้รับการลงโทษ
จนกระทั่งไม่กี่วันมานี้ ก็มีคนโพสต์ข้อความในเฟสบุ๊คว่า
"ทำไมคนเลวยังไม่ถูกลงโทษ
แล้วเราจะสอนลูกยังไง"
.....
ครั้งหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถึงบุคคล ๔ จำพวกมีปรากฏอยู่ในโลก คือ
๑. บุคคลที่ทำกรรมชั่ว หลังจากตายแล้วไปนรก
๒. บุคคลที่ทำกรรมชั่ว หลังจากตายแล้วไปสวรรค์
๓. บุคคลที่ทำกรรมดี หลังจากตายแล้วไปสวรรค์
๔. บุคคลที่ทำกรรมดี หลังจากตายแล้วไปนรก
เหตุที่เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าผลบุญผลบาปไม่มีจริง
ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดีแน่นอน
ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่วแน่นอน
.....
(ขอบคุณภาพจาก pixabay.com)
การที่ใครก็ตาม หลังจากตายแล้วไปนรกนั้น
เป็นได้ทั้งจากผลของกรรมชั่วที่เขาทำไว้ในชาติก่อน
หรือเพราะผลของกรรมชั่วที่ทำไว้ในชาตินี้
หรือเพราะก่อนตาย เขายึดมั่นมิจฉาทิฏฐิ
หรือถ้าตายแล้วไปสวรรค์
ก็เป็นได้ทั้งจากผลของกรรมดีที่เขาทำไว้ในชาติก่อน
หรือเพราะผลของกรรมดีที่ทำไว้ในชาตินี้
หรือเพราะก่อนตาย เขายึดมั่นสัมมาทิฏฐิ
.....
ส่วนกรรมชั่วหรือกรรมดีที่เขาทำไว้ในชาตินี้
ไม่หายไปไหน ย่อมให้ผลแน่นอน
ถ้ายังไม่ให้ผลชาตินี้ ก็ให้ผลชาติหน้า หรือชาติต่อ ๆ ไป
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในมหากัมมวิภังคสูตร)
เรื่องของกรรม เป็น ๑ ในเรื่องอจินไตย ๔
เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าไม่ควรคิด
เพราะเกินวิสัยที่เราจะหยั่งรู้ได้
.....
กรรมบางอย่างให้ผลแล้ว บางอย่างยังไม่ให้ผล
กรรมบางอย่างให้ผลเร็ว บางอย่างให้ผลช้า
กรรมบางอย่างให้ผลหนัก บางอย่างให้ผลเบา
กรรมบางอย่างให้ผลก่อน บางอย่างให้ผลหลัง
กรรมบางอย่างให้ผลนาน บางอย่างให้ผลไม่นาน
รายละเอียดในเรื่องผลของกรรมเป็นสิ่งเกินวิสัยที่เราจะรู้ได้
แต่สิ่งที่รู้ได้แน่ ๆ คือ
กรรมดี ให้ผลดีแน่นอน
กรรมชั่ว ให้ผลชั่วแน่นอน
.....
พลเมืองดีบางคนเก็บกระเป๋าเงินได้ ส่งคืนเจ้าของ ได้รับการยกย่องจากสังคม
แต่บางคนเก็บเงินได้ ส่งคืนเจ้าของ สังคมก็ไม่ได้ยกย่องอะไร
นักการเมืองบางคนทุจริต ก็ถูกศาลตัดสินลงโทษอย่างหนัก
แต่บางคนทุจริต กลับไม่ถูกดำเนินคดีอะไร
ถ้าเราเชื่อเรื่องกรรมและผลของกรรมจริงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
เราจะไม่สงสัยเลยว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
.....
กรรมที่ไม่ควร ส่องให้เห็นว่าไม่ควร ก็มีอยู่
กรรมที่ไม่ควร ส่องให้เห็นว่าควร ก็มีอยู่
กรรมที่ควร ส่องให้เห็นว่าควร ก็มีอยู่
กรรมที่ควร ส่องให้เห็นว่าไม่ควร ก็มีอยู่
แม้ว่าเรื่องกรรมและผลของกรรมจะเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน
แต่หลักง่าย ๆ ที่เป็นจริงเสมอ ก็คือ
ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี
ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว
ผลของกรรม ยุติธรรมเสมอ
ความเชื่อมั่นเพียงเท่านี้ ก็น่าจะเพียงพอที่จะสอนลูกสอนหลานได้แล้ว
..........
คุณคิดอย่างไรกับคำสอนที่ว่า
"คนที่ฆ่าสัตว์ทั้งหมด ต้องตกนรก
คนที่ลักทรัพย์ของผู้อื่นทั้งหมด ต้องตกนรก
คนที่ประพฤติผิดในกามทั้งหมด ต้องตกนรก
คนที่พูดเท็จทั้งหมด ต้องตกนรก"
คุณคิดว่า ผู้ที่เชื่อในคำสอนนี้จะมีพฤติกรรมอย่างไร
.....
ตั้งแต่เราเกิดมาจนถึงทุกวันนี้
เราทุกคนเคยทำกรรมที่ไม่ดีมาก่อนด้วยกันทั้งนั้น
บางคนอาจจะเคยฆ่าสัตว์ เคยลักทรัพย์ เคยประพฤติผิดในกาม เคยพูดเท็จ
ถ้าคำสอนข้างต้นนั้นเป็นจริง
เราทุกคนก็เหมือนถูกสาปให้ต้อง "ตกนรก" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะไม่มีใครไม่เคยทำผิดมาก่อน
และถ้าเรารู้ว่ายังไง ๆ ก็ต้องตกนรก ไม่มีทางหลีกเลี่ยง
ถามว่า เราจะหยุดทำกรรมที่ไม่ดีไหม เราจะทำแต่กรรมดีไหม
.....
คำสอนข้างต้นนั้น (ซึ่งเป็นลักษณะคำขู่) จึงไม่ใช่คำสอนในพระพุทธศาสนา
แล้วคำสอนในพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นอย่างไรล่ะ
ในสมัยพุทธกาล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นโทษภัยต่าง ๆ เป็นอันมาก
ที่เกิดจากการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดเท็จ
แล้วจึงตรัสสอนว่า
"ท่านทั้งหลาย จงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์
เว้นจากการลักทรัพย์
เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
เว้นจากการพูดเท็จ"
.....
ผู้ที่ได้ฟังและพิจารณาเห็นจริงตาม ก็จะคิดได้ว่า
"การที่เราฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ เป็นสิ่งไม่ดี
เราเองจะเดือดร้อนจากโทษภัยต่าง ๆ เป็นอันมาก เพราะการกระทำนั้น"
เมื่อคิดได้ดังนี้
ก็จะเลิกฆ่าสัตว์ เลิกลักทรัพย์ เลิกประพฤติผิดในกาม เลิกพูดเท็จ
และตั้งใจงดเว้นขาดจากการกระทำที่ไม่ดีทั้งหมดนี้ต่อไป
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในสังขธมสูตร)
สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน
ไม่มีการขู่ให้กลัวด้วยนรก
ไม่มีการล่อให้เชื่อด้วยสวรรค์
มีแต่การชี้ให้เห็นความจริงตามที่เป็นจริง
เราทุกคนเคยทำกรรมที่ไม่ดีมาก่อนด้วยกันทั้งนั้น
บางคนอาจจะเคยฆ่าสัตว์ เคยลักทรัพย์ เคยประพฤติผิดในกาม เคยพูดเท็จ
ฉะนั้น ถ้าเราจะต้องประสบกับความทุกข์เดือดร้อนเพราะผลจากกรรมที่เราทำเองนั้น
ก็เป็นเรื่องที่ยุติธรรมแล้ว
แต่ถ้าเรายังฆ่าสัตว์ ยังลักทรัพย์ ยังประพฤติผิดในกาม ยังพูดเท็จ ยังไม่หยุด
เราก็จะต้องได้รับความทุกข์เดือดร้อนต่อไปอีก ไม่จบสิ้น
ด้วยเหตุแห่งคำสอนนี้
เราจึงจะมีเจตนาละเว้นจากการทำกรรมที่ไม่ดีอีกต่อไป
.....
"การทำบาป มีโทษภัยต่าง ๆ เป็นอันมาก
ฉะนั้น จงเว้นจากการทำบาปทั้งปวงเถิด"
..........
คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. สังขธมสูตร (ว่าด้วยคนเป่าสังข์)
ถ้าวันหนึ่ง คุณถูกเบียดเบียน ถูกทำร้าย
คุณจะทำอย่างไรกับคนที่มาทำร้ายคุณ
และยิ่งไปกว่านั้น
ถ้าเขาทำร้ายคนที่คุณรัก ทำให้พ่อแม่หรือลูกของคุณต้องตาย
คุณจะทำอย่างไร
.....
เจ้าชายองค์หนึ่งต้องพลัดพรากจากดินแดนของตนตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์
พระราชบิดาและพระราชมารดาถูกพระราชาจากต่างแดนบุกเข้ามายึดราชบัลลังก์
เมื่อทรงแพ้สงคราม จึงต้องปลอมพระองค์ไม่ให้ใครรู้จัก หลบหนีไปประทับอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ครั้นเจ้าชายองค์นั้นทรงเจริญวัย ก็ได้ไปศึกษาศิลปวิทยาอยู่นอกเมือง
ต่อมา พระราชบิดาและพระราชมารดาถูกพระราชาพระองค์นั้นจับได้
และถูกจับปลงพระชนม์ทั้ง ๒ พระองค์
เวลานั้น เจ้าชายทรงสำเร็จศิลปวิทยาทุกแขนงแล้ว กำลังเสด็จกลับ
ก็ได้ข่าวของพระราชบิดาและพระราชมารดา
ถ้าเราเป็นเจ้าชายองค์นั้น เราจะทำอย่างไร
.....
หลายคนอาจจะเคยได้ยินสำนวนหนังจีนกำลังภายในที่ว่า
"君子报仇,十年不晚"
"ลูกผู้ชาย ๑๐ ปีล้างแค้นก็ยังไม่สาย"
เจ้าชายองค์นั้นได้ปลอมตัวเข้าไปทำงานรับใช้ในวัง
จนได้รับแต่งตั้งเป็นมหาดเล็กคนสนิทภายใน
วันหนึ่ง ได้ติดตามพระราชาออกไปล่าสัตว์
มีโอกาสได้พาพระราชาแยกออกไปจากกองทหารติดตาม
เมื่ออยู่กันเพียงลำพัง ๒ พระองค์
และเจ้าชายก็มีพระขรรค์พกติดตัวอยู่ด้วย
เมื่อโอกาสเอื้ออำนวยเช่นนี้ ถ้าเราเป็นเจ้าชาย เราจะทำอย่างไร
.....
ในสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยต่อการแก้แค้นนี้ เจ้าชายทรงดำริว่า
"พระราชาองค์นี้แย่งชิงราชบัลลังก์ของเราไป
และได้ปลงพระชนม์ชีพพระราชบิดาและพระราชมารดาของเราอีกด้วย
บัดนี้ เป็นเวลาที่เราจะได้แก้แค้นแล้ว"
ขณะเดียวกัน ก็ทรงดำริว่า
"พระราชบิดาได้ตรัสสั่งไว้เมื่อใกล้จะสวรรคตว่า
'เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว อย่าเห็นแก่สั้น
เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่จองเวร'
การที่เราจะละเมิดพระดำรัสสั่งของพระราชบิดานั้นไม่ควรเลย"
ความคิดทั้ง ๒ นี้ผลัดกันผุดขึ้นอยู่ในใจของเจ้าชาย
ถ้าเราเป็นเจ้าชาย เราจะปล่อยให้ความคิดไหนเป็นฝ่ายชนะ
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในทีฆาวุวัตถุ)
คาถาที่พระราชบิดาให้เจ้าชายไว้ ทำให้เจ้าชายเลิกจองเวรได้ คือ
อย่าเห็นแก่ยาว คือ อย่าได้จองเวรให้ยืดเยื้อ
อย่าเห็นแก่สั้น คือ อย่าแตกร้าวจากมิตรเร็วนัก
เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร คือ
พระราชบิดาพระราชมารดาของเจ้าชายถูกปลงพระชนม์แล้ว
ถ้าเจ้าชายปลงพระชนม์ชีพของพระราชาพระองค์นั้นบ้าง
คนของพระราชานั้นก็จะตามฆ่าเจ้าชาย
คนของเจ้าชายก็จะตามฆ่าคนพวกนั้นอีก
เป็นวงจรจองเวรกันไปมา ไม่จบสิ้น
เวรระงับได้ด้วยการไม่จองเวร คือ
เจ้าชายไม่ปลงพระชนม์พระราชาพระองค์นั้น
พระราชาก็ไม่ถือโทษเอาผิดเจ้าชาย
ต่างให้ชีวิตแก่กันและกัน
การจองเวรก็จบลง
ถ้าเรานึกถึงคาถานี้ได้ ความโกรธแค้นในใจก็น่าจะลดน้อยลง
.....
อีกคาถาหนึ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ ช่วยเตือนสติให้เราเลิกจองเวรได้
คือ "เรามีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรม"
การที่เราถูกทำร้าย ถูกเบียดเบียน
ก็เพราะเราเคยทำร้ายหรือเบียดเบียนคนอื่นมาก่อนในอดีต
ซึ่งถ้าเราทำร้ายหรือเบียดเบียนตอบกลับไปอีก
เราก็จะถูกทำร้ายหรือเบียดเบียนอีกในอนาคต
"เวรก็จะไม่ระงับด้วยการจองเวร"
หวังว่า ๒ คาถานี้คงจะช่วยให้เลิกจองเวรกันได้บ้างนะครับ
..........
คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. ทีฆาวุวัตถุ (ว่าด้วยทีฆาวุกุมาร)