แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระสงฆ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระสงฆ์ แสดงบทความทั้งหมด

กินอย่างไรเมื่อมีข่าวไขมันทรานส์


สืบเนื่องจากประกาศของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อเร็ว ๆ นี้  ที่มีคำสั่งห้ามการผลิต  นำเข้า  หรือจำหน่ายอาหารที่มีไขมันทรานส์
ทั้งนี้  อาหารที่มีไขมันทรานส์อยู่มาก  ได้แก่  เนยขาว  เนยเทียม  คุ้กกี้  โดนัท  วิปครีม  ขนมขบเคี้ยว  และอาหารฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ

หลังจากมีการเผยแพร่ประกาศฉบับนี้ออกมาไม่นาน  ก็มีข่าวคนไทยป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มมากขึ้น  และผู้ที่ชอบกินบุฟเฟต์ - หมูกระทะจะเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง  ประกาศออกมาอีก

หลายคนจึงมีคำถามว่า  "อันนั้นก็ห้ามกิน  อันนี้ก็ห้ามกิน  แล้วจะกินอะไรได้บ้างนี่"
.....


(ขอบคุณภาพจาก thairath.co.th)


ในสมัยหนึ่ง  มีสามีภรรยาคู่หนึ่งเดินทางไกลในทางทุรกันดารพร้อมลูกน้อย ๑ คน
เสบียงที่เตรียมไว้ได้หมดไปก่อนที่จะถึงจุดหมาย  ระยะทางก็ยังอีกไกล

ทั้ง ๒ คนมีความคิดว่า  "ถ้าพวกเราเดินทางต่อไปทั้งที่ไม่มีเสบียงอย่างนี้  คงต้องตายหมดทั้งพ่อแม่ลูกแน่ ๆ"
จึงปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร
ในที่สุด  ก็คิดว่า  "เราคงต้องเสียสละฆ่าลูกน้อยสุดที่รักคนนี้  แล้วกินเนื้อของลูกเป็นเสบียงไปจนกว่าจะถึงที่หมาย"

เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น  เขาก็ฆ่าลูก  แล้วนำเนื้อลูกไปทำเนื้อย่างและเนื้อเค็ม  กินเนื้อลูกนั้นไปตลอดเส้นทางที่เหลือจนถึงจุดหมาย
พวกเขากินเนื้อลูกไป  พลางร่ำไห้ไปว่า  "ลูกสุดที่รักของพ่อ  ลูกสุดที่รักของแม่"

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า
"พวกเขากินเนื้อบุตรเป็นอาหาร  เพราะติดรสชาติ  เพราะความอร่อย  เพราะความมัวเมา  ใช่หรือไม่"

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า  "ไม่ใช่อย่างนั้น  พระพุทธเจ้าข้า"

"พวกเขากินเนื้อบุตรเป็นอาหาร  เพราะความจำเป็น  เพราะต้องข้ามทางกันดาร  ใช่หรือไม่"

"อย่างนั้น  พระพุทธเจ้าข้า"
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในปุตตมังสสูตร)


ในการฉันอาหารของพระสงฆ์  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้ว่า
"ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว  จึงฉันบิณฑบาต
ไม่ใช่เพื่อเล่น  ไม่ใช่เพื่อความมัวเมา  ไม่ใช่เพื่อประดับ  ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง
แต่เพียงเพื่อให้กายนี้ดำรงอยู่ได้  เพื่อให้ชีวิตินทรีย์เป็นไป  เพื่อบำบัดความหิว  เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์
ด้วยคิดเห็นว่า  'โดยอุบายนี้  เราจะกำจัดเวทนาเก่า (คือความหิว) เสียได้  และจะไม่ให้เวทนาใหม่ (คือความอิ่มจนแน่นอึดอัด) เกิดขึ้น  ความดำรงอยู่แห่งชีวิต  ความไม่มีโทษ  และการอยู่โดยผาสุกก็จะมีแก่เรา'
แล้วจึงบริโภคอาหาร"
.....


ไม่เฉพาะเพียงพระสงฆ์เท่านั้น  แม้แต่ฆราวาสผู้ครองเรือน  ถ้าสามารถสร้างนิสัยการกินได้อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน  ก็คงจะดีไม่น้อย

ไม่ใช่เพื่อเล่น - ดูหนังไปกินไป  ขนมว่าง  ขนมขบเคี้ยว  กินจุบกินจิบ
ไม่ใช่เพื่อความมัวเมา - กินของแพง  ของลดราคา  ของฟรี  ของอร่อย
ไม่ใช่เพื่อประดับ - ให้ร่างกายอ้วนพี  ดูหรูหรามีฐานะ
ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง - ให้ดูเปล่งปลั่ง  มีผิวพรรณดี

แต่ให้เห็นอาหารเป็นเหมือนเนื้อของลูก
เราจะกินเพียงเท่าที่จำเป็น  ไม่ติดรสชาติ  ไม่มัวเมาในอาหาร  ไม่กินจนอึดอัด

เหตุการณ์ที่ทรงอุปมาขึ้นมานี้  มิได้หมายความว่าเราจะต้องกินเนื้อลูกจริง ๆ
แต่เพียงให้เปรียบเทียบถึงอารมณ์การกินเพียงเพราะความจำเป็น  กับอารมณ์การกินเพราะความอยาก

ถ้าเราสามารถสร้างนิสัยการกินได้อย่างนี้  ความมัวเมาในอาหารก็จะลดน้อยลง
ปัญหาที่ว่า  "อันนั้นก็ห้ามกิน  อันนี้ก็ห้ามกิน  แล้วจะกินอะไรได้บ้าง"  ก็จะหมดไป
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. ปุตตมังสสูตร (ว่าด้วยเนื้อบุตร)


ตัวช่วยแก้เหตุร้าย


ใครเคยสวดพระคาถาบทนี้บ้าง  ชื่อพระคาถาว่า  อภยปริตร
บทสวดมีดังนี้

ยันทุนนิมิตตัง  อะวะมังคะลัญจะ
โย  จามะนาโป  สะกุณัสสะ  สัทโท
ปาปัคคะโห  ทุสสุปินัง  อะกันตัง
พุทธานุภาเวนะ  วินาสะเมนตุ ฯ

ยันทุนนิมิตตัง  อะวะมังคะลัญจะ
โย  จามะนาโป  สะกุณัสสะ  สัทโท
ปาปัคคะโห  ทุสสุปินัง  อะกันตัง
ธัมมานุภาเวนะ  วินาสะเมนตุ ฯ

ยันทุนนิมิตตัง  อะวะมังคะลัญจะ
โย  จามะนาโป  สะกุณัสสะ  สัทโท
ปาปัคคะโห  ทุสสุปินัง  อะกันตัง
สังฆานุภาเวนะ  วินาสะเมนตุ ฯ

คำแปลของพระคาถาบทนี้  มีอยู่ว่า
ลางร้ายใด ๆ  อัปมงคลใด ๆ  เสียงนกที่น่าสะพรึงกลัวใด ๆ  เคราะห์ร้ายและฝันร้ายที่ไม่น่าปรารถนาใด ๆ
ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า  อานุภาพของพระธรรม  อานุภาพของพระสงฆ์  ขอความเลวร้ายทั้งปวงเหล่านั้นจงพินาศไปสิ้น
.....



(ขอบคุณภาพจากแฟ้มภาพ www.thairath.co.th)


ครั้งหนึ่ง  มีผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า

"มีพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวอ้างว่าสามารถทำคนที่ตายแล้วให้ไปสวรรค์ได้"

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
"บุรุษใดก็ตามที่ประพฤติทุจริตทางกาย  วาจา  ใจ
แม้จะมีคนมาสวดสรรเสริญ  ประนมมือเดินเวียนรอบบุรุษนั้นว่า  'ขอบุรุษนี้หลังจากตายแล้วจงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์เถิด'
ถึงกระนั้นก็ตาม  อกุศลกรรมที่เขาทำไว้นั้นก็จะเป็นเหตุให้เขาไปเกิดในอบาย  ทุคติ  วินิบาต  นรก

ในทางกลับกัน
บุรุษใดก็ตามที่ประพฤติสุจริตทางกาย  วาจา  ใจ
แม้จะมีคนมาสวดสาปแช่ง  ประนมมือเดินเวียนรอบบุรุษนั้นว่า  'ขอบุรุษนี้หลังจากตายแล้วจงไปเกิดในอบาย  ทุคติ  วินิบาต  นรกเถิด'
ถึงกระนั้นก็ตาม  กุศลกรรมที่เขาทำไว้นั้นก็จะเป็นเหตุให้เขาไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์"
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในอสิพันธกปุตตสูตร)


ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า ...
ที่เราคิดว่าพระพุทธเจ้าสามารถปัดเป่าภัยอันตรายให้หายไปได้
แต่แม้พระพุทธเจ้าเองก็ยังต้องรับผลของกรรมที่พระองค์เคยกระทำไว้ในอดีตชาติ
ซึ่งเป็นเหตุให้ถูกกล่าวตู่ว่าทำนางจิญจมาณวิกาท้อง
ถูกพระเทวทัตกลิ้งก้อนหินใหญ่เพื่อให้หล่นมาทับ
และถูกกระทำเหตุร้ายอื่น ๆ อีกมาก
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในผลกรรมที่พระพุทธเจ้าได้รับ)


ด้วยอานุภาพของพระธรรม ...
ที่เราคิดว่าการจำธรรมได้มาก  จำปาติโมกข์ได้ทั้งหมด  สวดมนต์ได้หลายบท  จะช่วยปัดเป่าภัยอันตรายให้หายไปได้
พระโปฐิละผู้เป็นธรรมกถึก  รู้ธรรมมาก  เป็นครูสอนธรรมให้แก่คณะต่าง ๆ ถึง ๑๘ คณะ
แต่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าเป็นใบลานเปล่า  คัมภีร์เปล่า  เพราะไม่ได้รับผลใด ๆ จากการปฏิบัติ
เกือบจะต้องไปอบาย
โชคดีที่สำนึกตัว  รับฟังคำชี้แนะจากสามเณรจนบรรลุธรรมได้
.....


ด้วยอานุภาพของพระสงฆ์ ...
ที่เราคิดว่าพระสงฆ์จะสามารถปัดเป่าภัยอันตรายของเราให้หายไปได้
แต่แม้พระสารีบุตรผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า
มารดาของท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ  ไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา  เสี่ยงที่จะไปอบาย
พระสารีบุตรก็ไม่สามารถดลบันดาลฤทธิ์ช่วยมารดาได้
แต่พระสารีบุตรออกอุบายให้มารดาได้มีโอกาสฟังธรรม  จนเกิดดวงตาเห็นธรรม  และพ้นอบายได้
.....


สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน  เป็นผู้รับผลของกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ใครทำกรรมใดไว้  จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม  ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

พระโปฐิละก็ต้องทำกรรมอันดี  เพื่อเป็นที่พึ่งอาศัยของตน
มารดาของพระสารีบุตรก็ต้องทำกรรมอันดี  เพื่อเป็นที่พึ่งอาศัยของตน
ไม่มีใครทำแทนให้ใครได้
พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  ก็ทำแทนให้เราไม่ได้
.....

พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  ไม่ได้มีอานุภาพที่จะช่วยดลบันดาลให้ใครรอดพ้นจากภัยอันตรายต่าง ๆ ตามผลของกรรมที่เคยทำมาได้
การขอให้พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  ช่วยปัดเป่าภัยอันตรายให้พ้นไป  ย่อมเป็นไปไม่ได้

อานุภาพของพระพุทธเจ้า  เกิดจากการตรัสรู้และเผยแผ่พระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้แล้วเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก

อานุภาพของพระธรรม  เกิดจากการศึกษา (ทั้งปริยัติและปฏิบัติ) อย่างจริงจัง  จนเกิดประโยชน์สุขแก่ผู้ที่ศึกษานั้น

อานุภาพของพระสงฆ์  เกิดจากการปฏิบัติตรงตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  และบอกกล่าวแก่สัตว์โลกที่ต้องการรู้ธรรมเห็นธรรมตาม

อานุภาพทั้ง ๓ นี้จะให้ผลเกิดขึ้นเป็นประโยชน์แก่เรา
ก็ต่อเมื่อเราปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
โดยมีพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบคอยชี้แนะ
ให้เราตั้งมั่นที่จะประพฤติสุจริต  ละเว้นขาดจากการประพฤติทุจริตทั้งปวง
เมื่อกระทำแต่กรรมดี  ไม่ทำกรรมชั่ว  เหตุร้ายต่าง ๆ  เรื่องอัปมงคล  หรือเรื่องที่น่าสะพรึงกลัว  ก็จะไม่เกิดขึ้นกับเรา
นี่แลคือการปัดเป่าภัยอันตรายได้อย่างแท้จริง

อย่าหวังพึ่งตัวช่วยใด ๆ  โดยไม่ทำที่พึ่งอันดีของตนเอง  ด้วยตนเอง
ตัวช่วยแก้เหตุร้ายที่ดีที่สุด  คือตัวเราเองที่มีธรรม

ตนแล (ที่มีธรรม) เป็นที่พึ่งแห่งตน
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. อสิพันธกปุตตสูตร (ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านชื่ออสิพันธกบุตร)


เป็นผู้สมควรเข้าไปสู่ตระกูลหรือยัง


พระรูปหนึ่ง  มีความคิดในขณะที่กำลังเดินบิณฑบาตว่า
"ขอให้มีคนมาใส่บาตร  อย่าได้ไม่มีเลย
ขอให้มีคนมาใส่บาตรมาก ๆ  อย่าได้มีน้อยเลย
ขอให้ใส่บาตรแต่ของดี ๆ อร่อย ๆ  อย่าได้ใส่แต่ของธรรมดา ๆ เลย
ขอให้กระตือรือร้นเพื่อใส่บาตร  อย่าได้เฉื่อยชาเลย
ขอให้ใส่บาตรโดยเคารพนอบน้อม  อย่าได้ใส่โดยไม่เคารพนอบน้อมเลย"

แต่เมื่อไม่มีคนใส่บาตร
หรือมีคนใส่บาตรน้อย
หรือใส่บาตรแต่ของธรรมดา ๆ
หรือใส่บาตรอย่างเฉื่อยชา
หรือใส่บาตรโดยไม่เคารพนอบน้อม
พระรูปนี้ก็เสียใจ  มีความทุกข์เกิดขึ้น
.....

พระอีกรูปหนึ่ง  ไปบิณฑบาตเหมือนกัน  และมีความคิดเหมือนกันว่า
"ขอให้มีคนมาใส่บาตร  อย่าได้ไม่มีเลย
ขอให้มีคนมาใส่บาตรมาก ๆ  อย่าได้มีน้อยเลย
ขอให้ใส่บาตรแต่ของดี ๆ อร่อย ๆ  อย่าได้ใส่แต่ของธรรมดา ๆ เลย
ขอให้กระตือรือร้นเพื่อใส่บาตร  อย่าได้เฉื่อยชาเลย
ขอให้ใส่บาตรโดยเคารพนอบน้อม  อย่าได้ใส่โดยไม่เคารพนอบน้อมเลย"

แต่เมื่อไม่มีคนใส่บาตร
หรือมีคนใส่บาตรน้อย
หรือใส่บาตรแต่ของธรรมดา ๆ
หรือใส่บาตรอย่างเฉื่อยชา
หรือใส่บาตรโดยไม่เคารพนอบน้อม
พระรูปที่สองนี้ก็ไม่เสียใจ  ไม่ได้เป็นทุกข์
.....



(ขอบคุณภาพจาก www.dhamma.serichon.us)


ดูเผิน ๆ แล้ว  พระทั้ง ๒ รูปต่างก็มีความคิดในการบิณฑบาตเหมือน ๆ กัน

แต่พระรูปแรกปรารถนาให้คนมาใส่บาตรเยอะ ๆ ดี ๆ เร็ว ๆ  โดยเคารพ
เพราะต้องการให้ตนเองได้รับของเยอะ  ของดี  ได้เร็ว  และได้รับความเคารพ
แต่เมื่อไม่ได้ตามที่ปรารถนา  จึงเสียใจ  เป็นทุกข์
.....

ในขณะที่พระรูปที่สอง  ก็ปรารถนาให้คนมาใส่บาตรเยอะ ๆ ดี ๆ เร็ว ๆ  โดยเคารพ
แต่ที่ปรารถนาเช่นนั้น  เพราะรู้ว่า
การให้ทาน  มีอานิสงส์
การให้ของมาก  ก็มีอานิสงส์
การให้ของประณีต  ก็มีอานิสงส์
การให้โดยกระตือรือร้น  ก็มีอานิสงส์
การให้โดยเคารพ  ก็มีอานิสงส์
อานิสงส์ของทานจะเกิดขึ้นแก่ผู้ให้ทานนั้นเอง

พระรูปที่สองนี้  ปรารถนาจะให้ผู้คนทำบุญให้ทานใส่บาตร
เพราะจะมีผลมีอานิสงส์ต่อผู้นั้นเอง

เมื่อมีผู้ทำบุญให้ทานเช่นนั้น  ก็จะยินดี  อนุโมทนาในความดีของผู้นั้น
(ไม่ใช่ยินดีว่าเราได้รับของดีของเยอะ)

แต่ถ้าเขาไม่ทำบุญใส่บาตร
หรือเขาทำบุญใส่บาตร  แต่ใส่น้อย
หรือใส่แต่ของธรรมดา ๆ
หรือใส่อย่างเฉื่อยชา
หรือใส่โดยไม่เคารพนอบน้อม
พระรูปนี้ก็จะไม่เสียใจหรือเป็นทุกข์
เพราะรู้ว่า
๑. เขาอาจจะยังไม่รู้ถึงอานิสงส์ของการให้ทาน  หรือ
๒. อาจจะเป็นเพราะผลของอกุศลกรรมที่เราเคยทำไว้
ทำให้ไม่มีใครใส่บาตรให้เรา  เหมือนเรื่องของพระโลสกเถระ
.....


องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
ภิกษุประเภทที่ ๑  "เป็นผู้ไม่สมควรเข้าไปสู่ตระกูล"
เพราะไม่ได้เป็นเนื้อนาบุญต่อผู้อื่น  และเป็นโทษทุกข์ต่อภิกษุรูปนั้นเอง
ภิกษุประเภทที่ ๒  "เป็นผู้สมควรเข้าไปสู่ตระกูล"
เพราะสามารถสงเคราะห์คฤหัสถ์ทั้งหลายที่ปรารถนาบุญได้
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในกุลูปกสูตร)


ก่อนที่จะไปบิณฑบาต
ตรวจสอบตนเองว่า  เราเป็นผู้สมควรเข้าไปสู่ตระกูลแล้วหรือยัง
เราไปบิณฑบาตเพื่อการสงเคราะห์อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย
หรือไปบิณฑบาตเพื่อหาลาภสักการะมาสู่ตนเองกันแน่
..........



คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. กุลูปกสูตร (ว่าด้วยภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล)
๒. โลสกชาดก (ว่าด้วยคนโลเลต้องเศร้าโศก)


คนเหล่าใดเป็นพระอรหันต์


สมัยหนึ่ง  มีหนูจำนวนมากอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง
สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเห็นหนูเหล่านั้นแล้ว  ก็คิดหาอุบายเพื่อจะจับหนูกิน

วันหนึ่ง  มันทำท่ายืนด้วยขาข้างเดียว  เงยหน้ามองดวงอาทิตย์  ยืนอ้าปากกว้าง
เมื่อฝูงหนูเดินผ่านมาเห็น  จึงถามมันว่า  "ท่านทำอะไร  ทำไมจึงยืนขาเดียว"
สุนัขจิ้งจอกตอบว่า  "ถ้าเรายืน ๔ เท้า  แผ่นดินนี้จะถล่ม  เพราะไม่สามารถทนรับคุณธรรมของเราได้"

"แล้วทำไมจึงยืนอ้าปาก"
"เพราะเราไม่กินอาหารอื่น  เรากินแต่ลมเท่านั้น"

"แล้วทำไมจึงเงยหน้ามองดวงอาทิตย์"
"เพราะเรานอบน้อมต่อสุริยเทพ"

พวกหนูเห็นพฤติกรรมของสุนัขจิ้งจอกดูน่าเลื่อมใส
และเมื่อฟังคำตอบแล้ว  ก็คิดว่าสุนัขจิ้งจอกตัวนี้เป็นผู้ทรงศีล
จึงชักชวนกันไปบำรุงอุปัฏฐากทั้งเช้าทั้งเย็นทุกวัน

ในเวลาที่ฝูงหนูลากลับ
สุนัขจิ้งจอกก็จับเอาหนูที่เดินออกไปเป็นตัวสุดท้ายมาเคี้ยวกิน

เมื่อฝูงหนูลดจำนวนลงเรื่อย ๆ  หัวหน้าฝูงจึงเริ่มสังเกตพฤติกรรมของสุนัขจิ้งจอกนั้น
วันต่อมา  ฝูงหนูไปบำรุงสุนัขจิ้งจอกตามปกติ
เมื่อถึงเวลากลับ  หัวหน้าฝูงจึงให้หนูตัวอื่นเดินออกไปก่อน
ตนเองเดินออกไปเป็นตัวสุดท้าย

เมื่อสุนัขจิ้งจอกจะเข้ามาจับ
หัวหน้าหนูซึ่งระวังตัวอยู่แล้วจึงหลบทัน  แล้วกล่าวว่า
"เจ้าสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์  ทำทีว่าเป็นผู้ประพฤติธรรม
แต่เจ้าไม่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเลย
เจ้าเอาธรรมบังหน้า  เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น  เพื่อปากท้องของเจ้า"
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในมูสิกชาดก)


ภาพลักษณ์ภายนอกของพระภิกษุหรือผู้ปฏิบัติธรรมบางคน
อาจดูเหมือนผู้มีศีลมีธรรม  น่าศรัทธาเลื่อมใส
แต่ภายในใจอาจจะไม่ใช่
การหลงเข้าไปคบหาสมาคมกับคนเหล่านี้  อาจจะนำทุกข์ภัยมาให้ก็ได้

แล้วเราควรจะเคารพบูชาบุคคลเช่นไร
.....



(ขอบคุณภาพจาก  prapirod.blogspot.com)


ครั้งหนึ่ง  พระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตรเห็นนักบวชกลุ่มหนึ่งดูน่าเลื่อมใส
ได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า  "นักบวชเหล่านั้นคงจะเป็นพระอรหันต์"

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
"คฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน  ยากที่จะรู้ได้ว่าคนเหล่าใดเป็นพระอรหันต์

ศีลจะพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน
ศีลนั้นจะพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน  ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย
ผู้ใส่ใจจึงจะรู้ได้  ผู้ไม่ใส่ใจรู้ไม่ได้
ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้  ผู้ไม่มีปัญญารู้ไม่ได้

ความสะอาด (ของวาจา) จะพึงรู้ได้ด้วยการเจรจา
ความสะอาดนั้นจะพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน  ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย
ผู้ใส่ใจจึงจะรู้ได้  ผู้ไม่ใส่ใจรู้ไม่ได้
ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้  ผู้ไม่มีปัญญารู้ไม่ได้

กำลังจะพึงรู้ได้ในคราวมีอันตราย
กำลังนั้นจะพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน  ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย
ผู้ใส่ใจจึงจะรู้ได้  ผู้ไม่ใส่ใจรู้ไม่ได้
ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้  ผู้ไม่มีปัญญารู้ไม่ได้

ปัญญาจะพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา
ปัญญานั้นจะพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน  ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย
ผู้ใส่ใจจึงจะรู้ได้  ผู้ไม่ใส่ใจรู้ไม่ได้
ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้  ผู้ไม่มีปัญญารู้ไม่ได้"
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในสัตตชฏิลสูตร)


ในแง่ของฆราวาส
การที่จะรู้ได้ว่าพระรูปใดมีศีลมีธรรมมากน้อยแค่ไหน
ควรแก่การเคารพบูชาแค่ไหน
ต้องอาศัยเวลา  ดูกันนาน ๆ
ต้องอาศัยความเอาใจใส่  ไม่มองผิวเผินหรือฉาบฉวย
ต้องอาศัยปัญญา  ไม่ใช้ความชอบหรือความไม่ชอบส่วนตัวมาตัดสิน

พระภิกษุที่เราพบเห็นทั่วไป
บางรูปอาจจะดูเหมือนสงบเสงี่ยม  เรียบร้อย  สมถะ  สันโดษ  ปฏิบัติเคร่ง
แต่บางที  อาจจะเป็นเพียงภาพที่ดูดีภายนอก (เหมือนสุนัขจิ้งจอกหลอกฝูงหนู)
อาจจะยังไม่ใช่เนื้อนาบุญที่แท้จริงก็ได้

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสเตือนว่า
       "คนผู้รู้ดีไม่ควรไว้วางใจใครเพราะผิวพรรณและรูปร่าง
ไม่ควรไว้วางใจใครเพราะการเห็นกันชั่วครู่เดียว
เพราะว่านักบวชผู้ไม่สำรวมทั้งหลาย
ย่อมเที่ยวไปในโลกนี้ด้วยเครื่องบริขารของเหล่านักบวชผู้สำรวมดีแล้ว
       นักบวชเหล่านั้น  ผู้ไม่บริสุทธิ์ในภายใน  งามแต่ภายนอก
แวดล้อมด้วยบริวาร  ท่องเที่ยวอยู่ในโลก
ดุจตุ้มหูดินและเหรียญโลหะครึ่งมาสกหุ้มด้วยทองคำปลอมไว้"
.....

ในแง่ของพระภิกษุ
ถามตนเองว่าเราออกบวชประพฤติพรหมจรรย์เพื่ออะไร
ถ้าเราไม่ได้บวชเพื่อหาลาภสักการะและความสรรเสริญ
เราก็จะไม่ก่อบาปอกุศลกรรมหลอกลวงใคร ๆ ให้มาเคารพบูชา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสเตือนไว้เช่นกันว่า
       "บรรพชิตไม่พึงพยายามในบาปกรรมทั้งปวง
ไม่พึงเป็นคนของผู้อื่น
ไม่พึงอาศัยผู้อื่นเป็นอยู่
และไม่พึงใช้ธรรมเป็นเครื่องค้าขาย
(ไม่พึงแสดงธรรมเพราะต้องการทรัพย์)"
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. มูสิกชาดก (ว่าด้วยความประพฤติของผู้เอาธรรมบังหน้า)
๒. สัตตชฏิลสูตร (ว่าด้วยนักบวชพวกละ ๗ คน)


แสดงอาบัติบ่อย ดีหรือไม่


ในอุโบสถวัดแห่งหนึ่ง
พระรูปหนึ่งเป็นผู้ต้องอาบัติ (ละเมิดพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้)
กำลังเปิดเผยและแสดงอาบัติที่ตนได้ล่วงละเมิดนั้นแก่พระอีกรูปหนึ่ง

ผู้แสดงอาบัติ  "ท่านครับ  ผมต้องอาบัติข้อนี้  ขอแสดงคืนอาบัตินั้นครับ"

ผู้รับอาบัติ  "ท่านเห็นหรือ (ท่านทราบใช่ไหมว่าเป็นอาบัติ)"

ผู้แสดงอาบัติ  "ผมเห็นครับ (ผมทราบครับ)"

ผู้รับอาบัติ  "ท่านพึงสำรวมระวังต่อไป"

ผู้แสดงอาบัติ  "ครับ  ผมจะสำรวมให้ดี (จะไม่ละเมิดพระวินัยอีก)"


การแสดงอาบัติด้วยวิธีนี้
ใช้สำหรับอาบัติเบา (ไม่ใช่ปาราชิกและสังฆาทิเสส)
เป็นวิธีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้

เริ่มจากพระภิกษุได้ล่วงละเมิดพระวินัย  เป็นผู้ต้องอาบัติ  แล้วสำนึกได้
ต้องการให้ตนเองพ้นจากอาบัตินั้น  กลับมาเป็นผู้บริสุทธิ์อีกครั้ง
จึงได้เปิดเผยและแสดงอาบัตินั้นแก่พระอีกรูปหนึ่ง (หรือแสดงแก่คณะสงฆ์ก็ได้)

จุดที่สำคัญคือ  "การรู้ว่าตนเองทำผิด"
แล้วให้คำมั่นสัญญาว่า  "จะสำรวมระวังไม่ล่วงละเมิดพระวินัยอีกต่อไป"
เมื่อกระทำเช่นนี้แล้ว  ถือว่าอาบัตินั้นเป็นอันระงับไป

ตรงกับพระดำรัสที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า
"การที่ภิกษุเห็นโทษโดยความเป็นโทษ
แล้วทำคืนตามธรรม (สารภาพตามความเป็นจริง)
ถึงความสำรวมต่อไป
วิธีนี้เป็นความเจริญในวินัยของพระอริยเจ้า"
(อ่านเพิ่มเติมได้ในเรื่อง  ผู้ควรแก่การอดโทษให้)

ขอย้ำอีกครั้งว่า
จุดที่สำคัญ  คือ  "การยอมรับว่าตัวเองทำผิดจริง"
และสิ่งที่แสดงออกว่ายอมรับผิด  คือ  "การสำรวมระวังไม่ให้ทำผิดอีก"
..........


(ขอบคุณภาพจาก  mthai.com)

แต่เป็นที่น่าเสียดาย
การแสดงอาบัติในปัจจุบันนี้  ถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยให้ทำผิดโดยไม่ต้องละอาย

ชายคนหนึ่งเจอพระรูปหนึ่งในระหว่างทาง
ได้กลิ่นเหล้าโชยมาอย่างแรงจากพระรูปนั้น
ซึ่งพระรูปนั้นยอมรับว่าได้กินเหล้าจริง
แต่บอกว่า  "กินเหล้าเป็นแค่อาบัติธรรมดา"

หมายความว่ายังไง  "อาบัติธรรมดา ?!"
หมายความว่า  ไม่ใช่อาบัติร้ายแรง  ไม่ถึงปาราชิก  ไม่ขาดจากความเป็นพระ
แค่แสดงอาบัติ  ก็พ้นจากอาบัติได้แล้ว
นี่คือสิ่งที่สะท้อนออกมาจากคำพูดของพระรูปนั้น

ผลจากความคิดเช่นนี้ก็คือ  เขาจะไม่หยุดทำผิดพระวินัย
ทำผิดแล้วก็มาแสดงอาบัติ  แค่นี้ก็พ้นผิดได้แล้ว
แต่ก็ยังทำผิดซ้ำอีกต่อไปเรื่อย ๆ
..........


องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า
"ในอนาคต
หมู่ภิกษุจักไม่เจริญกาย  ไม่เจริญศีล  ไม่เจริญจิต  ไม่เจริญปัญญา

เมื่อไม่เจริญกาย  ไม่เจริญศีล  ไม่เจริญจิต  ไม่เจริญปัญญา
แสดงอภิธัมมกถา  เวทัลลกถา  ถลำลงสู่ธรรมดำ  ก็จักไม่รู้ตัว

โดยนัยนี้แล
เพราะธรรมเลอะเลือน  วินัยจึงเลอะเลือน
เพราะวินัยเลอะเลือน  ธรรมจึงเลอะเลือน

ภัยในอนาคตประการที่ ๓ นี้  ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นในบัดนี้  แต่จักเกิดขึ้นในกาลต่อไป
ภัยนั้นเธอทั้งหลายพึงรับรู้ไว้  และพึงพยายามเพื่อละภัยนั้นเสีย"

(อ่านภัยในอนาคตประการอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ใน  ตติยอนาคตภยสูตร)
..........


บัดนี้  ภัยนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว

การแสดงอาบัติ  เพื่อประกาศว่าตนเองสำนึกผิดแล้ว
และให้สัญญาต่อหน้าพยานว่าจะปรับปรุงแก้ไขไม่ทำผิดอีก
บัดนี้  การแสดงอาบัตินั้น
กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทำผิดโดยไม่ต้องกลัวผิดไปเสียแล้ว

ยิ่งแสดงอาบัติบ่อยเท่าไร
นอกจากจะหมายความว่า  ทำผิดบ่อยมากเท่านั้นแล้ว
ยังหมายความว่า  ไม่ได้สำนึกผิดจริง  และไม่ได้พยายามเลิกทำผิดเลย

ไม่ใช่ว่าการแสดงอาบัติไม่ดี
แต่ผู้แสดงอาบัติต่างหากที่ไม่เข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของการแสดงอาบัติ
..........


นี่เป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่แสดงว่าธรรมและวินัยกำลังจะเลอะเลือน
เราคงไม่สามารถไปแก้ไขอะไรได้  เพราะเป็นไปตามพุทธพยากรณ์

สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสในตอนท้ายคือ
"ภัยนั้นเธอทั้งหลายพึงรับรู้ไว้  และพึงพยายามเพื่อละภัยนั้นเสีย"

ฉะนั้น  สิ่งที่เราทำได้  คือ  "พึงพยายามเพื่อละภัยนั้นเสีย"
หมายถึง  พยายามไม่ให้ภัยเช่นนี้เกิดขึ้นกับเรา

ใครจะทำผิดแล้วไม่สำนึก  ก็เป็นเรื่องของเขา
ความสำคัญอยู่ที่เรา  ไม่ว่าเราจะเป็นพระภิกษุหรือฆราวาสก็ตาม
เราทำผิดอะไรหรือไม่
เราสำนึกในสิ่งผิดที่เราทำหรือไม่
เราพยายามที่จะไม่ทำผิดอีกต่อไปหรือไม่

เมื่อเราตรวจสอบตนเองเช่นนี้บ่อย ๆ  ก็ชื่อว่าได้พยายามละภัยที่จะเกิดขึ้นนั้น
ได้ทำตามโอวาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
เพื่อความดำรงอยู่แห่งพระสัทธรรมเท่าที่จะนานได้
.....

คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. ตติยอนาคตภยสูตร (ว่าด้วยภัยในอนาคต  สูตรที่ ๓)


ควรทำอย่างไร เมื่อเจอพระไม่ดี


ในสังคมมนุษย์  ย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีอยู่ในทุกแวดวง
ไม่ว่าแวดวงนักการเมือง  นักธุรกิจ  ศิลปินดารา  นักกีฬา  ฯลฯ
หรือแม้กระทั่งแวดวงพระภิกษุ
ก็มีทั้งพระที่ปฎิบัติดีปฏิบัติชอบ
และพระที่ประพฤติปฏิบัติไม่เหมาะสมกับเพศนักบวช

ถ้าวันหนึ่ง  มีพระที่มีความประพฤติไม่เหมาะสมรูปหนึ่ง
มาบิณฑบาตอยู่ละแวกบ้านของเรา
เราควรใส่บาตรพระรูปนี้ไหม
เราควรกราบไหว้พระรูปนี้ไหม
หรือเราควรทำอย่างไร ?
.....

ในสมัยพุทธกาล
เมื่อครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่กรุงโกสัมพี
ในครั้งนั้น  มีภิกษุแตกแยกเป็น ๒ กลุ่ม  ก่อเหตุทะเลาะวิวาทในหมู่ภิกษุด้วยกัน
แม้พระพุทธเจ้าจะทรงห้ามถึง ๓ ครั้ง
แต่ภิกษุเหล่านั้นก็ยังไม่เลิกรา
พระองค์จึงเสด็จจาริกไปกรุงสาวัตถี  ไม่ทรงอยู่ร่วมด้วยกับภิกษุเหล่านั้น

ต่อมา  ภิกษุเหล่านั้นได้พากันเดินทางไปกรุงสาวัตถีเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

คนทั้งหลายที่อยู่ในกรุงสาวัตถี
เมื่อทราบข่าวว่าภิกษุจากกรุงโกสัมพีที่ก่อการทะเลาะวิวาทกัน
กำลังเดินทางมาเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
จึงคิดกันว่าควรจะทำอย่างไรกับภิกษุเหล่านั้น
.....

ถ้าเราเป็นชาวบ้านอยู่ที่นั่นด้วย
เรารู้ว่า  "ภิกษุเหล่านั้นประพฤติไม่เหมาะสม
ไม่มีความยำเกรงในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แม้ถูกห้ามแล้วถึง ๓ ครั้ง  ก็ยังไม่เลิกทะเลาะกัน"
เราจะอยากต้อนรับภิกษุเหล่านั้นไหม
.....


(ขอบคุณภาพจาก  klonthaiclub.com)

ในครั้งนั้น  พระเถระ  พระเถรี (ภิกษุณี)  และอุบาสกอุบาสิกา  ที่อยู่ในกรุงสาวัตถี
ต่างเข้าไปกราบทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
"พวกภิกษุชาวกรุงโกสัมพี  ผู้ก่อการทะเลาะวิวาทกัน  กำลังเดินทางมา
ข้าพระองค์ควรจะปฏิบัติต่อภิกษุเหล่านั้นอย่างไร"

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระเถระทั้งหลายว่า
"เธอจงวางตนอยู่อย่างชอบธรรมเถิด"

แล้วตรัสกับพระเถรีทั้งหลายว่า
"เธอจงฟังธรรมในภิกษุทั้ง ๒ ฝ่าย
ครั้นฟังแล้ว  จงพอใจความเห็นของฝ่ายธรรมวาที
อนึ่ง  วัตรที่ภิกษุณีสงฆ์พึงหวังจากภิกษุสงฆ์
ก็พึงหวังจากภิกษุฝ่ายธรรมวาทีเท่านั้น"

แล้วตรัสกับอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายว่า
"เธอจงถวายทานในภิกษุทั้ง ๒ ฝ่าย
ครั้นถวายแล้ว  จงฟังธรรมในภิกษุทั้ง ๒ ฝ่าย
ครั้นฟังแล้ว  จงพอใจความเห็นของฝ่ายธรรมวาทีเท่านั้น"
.....


ภิกษุที่มีความประพฤติไม่เหมาะสมกับเพศนักบวช
ก่อความทะเลาะวิวาทในหมู่สงฆ์
ไม่เคารพยำเกรงในพระศาสดา
มันง่ายมากที่เราจะไม่พอใจหรือรังเกียจผู้ที่มีความประพฤติเช่นนี้

แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนอย่างไร

แม้ภิกษุเหล่านั้นจะประพฤติไม่เหมาะสม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงให้ภิกษุณี (ในสมัยนั้น) ฟังคำสอนจากภิกษุเหล่านั้นได้
และเมื่อฟังแล้ว  ก็ให้ใช้ปัญญาพิจารณาว่าสิ่งที่ฟังมานั้นเป็นธรรมหรือไม่ใช่ธรรม
ถ้าสิ่งนั้นเป็นธรรม  ก็จะได้นำมาปฏิบัติ
แต่ถ้าไม่ใช่ธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า  ก็จะได้ละทิ้งเสีย
(รู้ว่าไม่ใช่ธรรม  ก็แค่ให้ละทิ้ง  ไม่ได้ให้ไปโกรธเกลียดผู้นั้น)

สำหรับฆราวาส  ผู้ต้องการบุญ  ก็จงทำบุญ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ถวายทานกับภิกษุเหล่านั้นได้ตามปกติ
(เพราะการให้ทาน  แม้จะให้กับสัตว์ดิรัจฉาน  ก็ยังเป็นบุญ
ไม่ต้องพูดถึงเมื่อให้ทานกับคนเลย)

และถ้าภิกษุเหล่านั้นจะกล่าวสอน  ก็รับฟังได้
แล้วใช้ปัญญาพิจารณาว่าคำสอนนั้นเป็นธรรมหรือไม่ใช่ธรรม
(ถ้าไม่ใช่ธรรม  ก็วางเฉย  ไม่ยินดี  ไม่คัดค้าน  แล้วละคำสอนนั้นทิ้งไป)

ฉะนั้น  เรามีหน้าที่ทำความดีของเราต่อไป
ส่วนใครจะทำไม่ดีอย่างไร  ก็เป็นเรื่องของเขา
พระพุทธศาสนาสอนให้เราแก้ไขตัวเอง
ไม่ได้ให้เราวิ่งไปแก้ไขคนอื่น

รู้ว่าใครทำดี  ทำถูก  เราก็โมทนา
รู้ว่าใครทำผิด  ทำไม่สมควร  เราก็ต้องวางอุเบกขาให้ได้
ถึงจะเป็นพระ  แต่ถ้าประพฤติไม่ดี  ไม่เหมาะสมกับความเป็นพระ
เขาก็ต้องได้รับผลของกรรมด้วยตัวเขาเอง
อย่าให้ความไม่ดีของเขา  มาทำให้ใจเราเศร้าหมอง
อย่าให้ความไม่ดีของเขา  มาหยุดการทำความดีของเรา
.....


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. อัฏฐารสวัตถุกถา (ว่าด้วยเรื่องที่ก่อให้เกิดความแตกแยก ๑๘ ประการ)



ทำไมจึงบวช


เมื่อวานนี้  มีคุณพ่อท่านหนึ่งพาลูกชายมาหาเพื่อปรึกษาเรื่องการบวช
พอคุยกันเสร็จแล้ว  ทำให้ย้อนนึกขึ้นมาว่าสาเหตุที่แต่ละคนเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนานี้  มีอะไรบ้าง

ในตอนต้นพุทธกาล  เมื่อครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาใหม่ ๆ

กุลบุตรที่ได้ฟังธรรมแล้ว  เกิดศรัทธาในพระศาสดา
เมื่อมีศรัทธา  ย่อมตระหนักว่า  'การอยู่ครองเรือนเป็นเรื่องอึดอัด  แวดล้อมด้วยสิ่งยั่วยุทั้งหลาย
การบวชเป็นทางปลอดโปร่ง
การที่ผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์  ไม่ใช่ทำได้ง่าย
ทางที่ดี  เราควรปลงผมและหนวด  นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์  ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต'
การที่กุลบุตรในสมัยนั้นจะมีความคิดอย่างนี้เกิดขึ้นได้
ก็เพราะได้ผ่านการฟังธรรมและพิจารณาใคร่ครวญเห็นจริงตาม  ในธรรมที่พระศาสดาทรงประกาศไว้ดีแล้ว

ต่อมา  เมื่อมีผู้นับถือพระพุทธศาสนามากขึ้น  ลาภสักการะในพระศาสนาก็มากขึ้น
จุดประสงค์ในการเข้ามาบวชก็เปลี่ยนไป
หลายคนที่เข้ามาบวชโดยไม่ได้เร่ิมจากการฟังธรรมและพิจารณาใคร่ครวญมาก่อน
- แต่บวชเพราะอยากได้ลาภสักการะในพระศาสนา
- บางคนป่วย  ต้องการให้หมอชีวกช่วยรักษา  จึงบวช
- บางคนไม่อยากไปรบ  ไม่ต้องการเป็นทหาร  จึงบวช

และยิ่งไปกว่านั้น
ในสมัยนั้น  พระราชาเป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา  มีพระราชดำริจะสนับสนุนการประพฤติธรรม
จึงมีพระบรมราชานุญาตไว้ว่า
'กุลบุตรเหล่าใดได้บรรพชาในพวกสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร
ใคร ๆ จะทำอะไรกุลบุตรเหล่านั้นมิได้
พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว  จงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด'
คนทั้งหลายเมื่อทราบดังนี้
- เมื่อทำความผิด  ติดคุก  ก็แหกคุกหนีมาบวช
- ทำความผิด  ถูกออกหมายจับ  ก็หนีคดีมาบวช
- เป็นหนี้  ไม่มีเงินใช้คืน  ก็หนีเจ้าหนี้มาบวช
- เป็นทาส  ต้องการเป็นอิสระ  ก็หนีนายมาบวช
...  ฯลฯ  ...

มาในยุคปัจจุบันนี้  เหตุผลในการบวชก็เปลี่ยนแปลงไปอีกมากมาย
- บวชเพราะพ่อแม่อยากให้บวช
- บวชเพราะคิดว่าจะเป็นบุญกุศลอุทิศให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วได้
- บวชเพราะไม่อยากไปเกณฑ์ทหาร
- บวชเพราะไม่อยากทำงาน
- บวชเพราะหางานทำไม่ได้
- บวชเพราะไม่มีลูกหลานเลี้ยงดู
- บวชเพราะแก้บน
- บวชเพราะเพื่อนชวน
...  ฯลฯ  ...


(ขอบคุณภาพจาก facebook.com/prapatphoto)

ทั้งนี้  คงไม่มีประโยชน์ที่จะไปตัดสินว่าเหตุผลไหนถูก  เหตุผลไหนผิด
แต่เมื่อเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนานี้แล้ว
พระธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้และทรงประกาศไว้ดีแล้ว  ที่ไม่ถูกบิดเบือน  ก็ยังมีอยู่
พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  ที่สามารถเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระศาสดาได้  ก็ยังมีอยู่
ฉะนั้น  เมื่อปัจจัยภายนอกยังมีอยู่พร้อม
ปัจจัยภายในคือผู้ที่เข้ามาบวช  จะสามารถทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นจากการบวชได้มากหรือน้อยเพียงไร

ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า
กุลบุตรที่ได้ฟังธรรมดีแล้ว  ออกบวชด้วยศรัทธา
เมื่อบวชแล้ว  เป็นผู้สำรวมด้วยการสังวรในพระปาติโมกข์
เพียบพร้อมด้วยมารยาทและโคจร (การเที่ยวไป)
เห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย
สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
ประกอบด้วยกายกรรมและวจีกรรมอันเป็นกุศล
มีอาชีวะบริสุทธิ์
สมบูรณ์ด้วยศีล
คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ
เป็นผู้สันโดษ ..... ฯลฯ

นี่คือกิจของสงฆ์ที่ผู้เข้ามาบวชควรศึกษาและเจริญให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป  เพื่อความก้าวหน้าในธรรมของตน

เรียกว่า  คว้าประโยชน์ที่เป็นแก่นสารในพระพุทธศาสนาให้ได้
ตั้งแต่ประโยชน์ในเบื้องต้น  ประโยชน์ในท่ามกลาง  จนถึงประโยชน์สูงสุด
ตามกำลังสติปัญญาและความสามารถ
ไม่ใช่แค่โกนหัว  ห่มผ้าเหลือง  มีผู้คนกราบไหว้  เช้าเอน  เพลนอน
ซึ่งเป็นการเสียโอกาสอย่างน่าเสียดาย

ฉะนั้น  ไม่ว่าเราจะเข้ามาบวชด้วยเหตุผลใดในตอนแรก

ไม่ว่าจะตั้งใจบวชนานแค่ไหน
เมื่อเข้ามาบวชแล้ว  ก็ขอให้ศึกษาและปฏิบัติ  ตามพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพทธเจ้า
เพื่อให้ได้ประโยชน์ที่ควรจะได้ในพระพุทธศาสนานี้เทอญ