แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทาน แสดงบทความทั้งหมด

ทำบุญถวายอะไรดี


วันก่อน  ได้เห็นโพสต์ของเพื่อนในเฟซบุ๊ค  แชร์คำพูดของหมอดูคนหนึ่งที่กล่าวถึงการทำบุญเสริมดวงในช่วงเข้าพรรษานี้สำหรับคนที่เกิดในวันต่าง ๆ ไว้ว่า

คนที่เกิดวันจันทร์  ให้ทำบุญด้วยเทียนพรรษา  หลอดไฟ  ไฟฉาย  ชุดสังฆทาน  จะได้เริ่มต้นสิ่งใหม่ที่จะช่วยนำชีวิตไปสู่ความสำเร็จ

คนที่เกิดวันอังคาร  กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง  ให้ทำบุญด้วยข้าวสารอาหารแห้ง  เพื่อเสริมให้ชีวิตมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารการกิน

คนที่เกิดวันพุธ  มีโชคทางการเจรจาสื่อสาร  ให้ทำบุญด้วยอุปกรณ์การเรียน  เครื่องเขียน  หนังสือ  หลอดไฟ  โคมไฟ

คนที่เกิดวันพฤหัสบดี  มีเกณฑ์เจ็บป่วย  ไม่สบายได้ง่าย  ให้เน้นการทำบุญด้วยยาสามัญประจำบ้าน  ยารักษาโรคต่าง ๆ

คนที่เกิดวันศุกร์  เป็นคนที่มีโชคที่ดีอยู่แล้ว  ให้ทำบุญด้วยชุดของใช้สำหรับพระสงฆ์  หรือของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน  สบู่  แปรงสีฟัน  น้ำยาล้างจาน  ช่วยเสริมให้มีโชคลาภ  มีกินมีใช้  ไม่ขัดสน

คนที่เกิดวันเสาร์  เป็นคนที่มีโอกาสได้เดินทางบ่อยขึ้น  ให้ทำบุญด้วยผ้าไตรจีวร  รองเท้า  อาสนะ  เพื่อส่งเสริมดวงการเดินทางให้ราบรื่นลงตัวคลาดแคล้วปลอดภัย

คนที่เกิดวันอาทิตย์  จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน  ให้ทำบุญด้วยข้าวสาร  อาหารแห้ง  หรือของใช้ในครัว  ช่วยเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีและทำให้มีกินมีใช้ตลอด

นอกจากนี้  ยังกล่าวอีกว่า
คนที่อยากจะเสริมโชคเรื่องความรัก  ให้ทำบุญด้วยของเป็นคู่  เช่น  เทียนคู่  ช้อนส้อม  รองเท้า

คนที่อยากมีโชคด้านการเงิน  ควรทำบุญด้วยข้าวสาร  อาหารแห้ง  หรือชุดเครื่องครัว  ถ้วยชาม

คนที่มีปัญหาเรื่องงาน  ให้ทำบุญด้วยแสงสว่าง  เช่น  ไฟฉาย  หลอดไฟ

คนที่มีปัญหาสุขภาพ  ให้ถวายยา
.....





คราวนี้  ลองมาดูการทำบุญของอุบาสกอุบาสิกาในสมัยพุทธกาลบ้าง

นางวิสาขาเห็นว่าภิกษุต้องเปลือยกายอาบน้ำกลางฝน  จึงขอพระพุทธานุญาตถวายผ้าอาบน้ำฝนเป็นครั้งแรก

นางวิสาขาเห็นพระที่มาจากต่างแดน  ยังไม่ชำนาญเส้นทางในหมู่บ้าน  ทำให้ลำบากในการบิณฑบาต  จึงขอพระพุทธานุญาตถวายภัตสำหรับภิกษุผู้มาพักชั่วคราว

นางวิสาขาเห็นพระที่จะจาริกไปต่างถิ่น  แต่ต้องออกบิณฑบาตก่อน  ทำให้พลาดหมู่เกวียน  จึงขอพระพุทธานุญาตถวายภัตสำหรับภิกษุที่จะเดินทาง

นางวิสาขาเห็นพระที่ป่วยไข้ได้อาหารที่ไม่เหมาะกับโรค  จึงขอพระพุทธานุญาตถวายภัตสำหรับภิกษุไข้

นางวิสาขาเห็นพระที่คอยพยาบาลภิกษุไข้ต้องอดบิณฑบาต  จึงขอพระพุทธานุญาตถวายภัตสำหรับภิกษุที่ดูแลภิกษุไข้

นางวิสาขาเห็นพระที่ป่วยไข้ไม่มียาสำหรับรักษาโรค  จึงขอพระพุทธานุญาตถวายเภสัชสำหรับภิกษุไข้
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในวิสาขาวัตถุ)


ก่อนที่นางวิสาขาจะทำบุญถวายทาน  นางได้ดูไหมว่าตนเองเกิดวันอะไร  ควรจะถวายอะไร

สิ่งที่นางวิสาขาทำบุญถวายพระ  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่านางเกิดวันอะไร  ถวายแล้วนางจะได้อานิสงส์อะไร

แต่ขึ้นอยูกับว่าผู้รับจำเป็นต้องใช้สิ่งใด  ถวายแล้วจะเกิดประโยชน์อะไรต่อผู้รับ
.....

เห็นความแตกต่างในการเลือกสิ่งของทำบุญใน ๒ เหตุการณ์ไหมครับ

ย้อนกลับมาสำรวจตัวเราเอง
เราใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการเลือกสิ่งที่จะนำไปทำบุญ
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. วิสาขาวัตถุ (ว่าด้วยนางวิสาขากราบทูลขอพร)


เป็นผู้สมควรเข้าไปสู่ตระกูลหรือยัง


พระรูปหนึ่ง  มีความคิดในขณะที่กำลังเดินบิณฑบาตว่า
"ขอให้มีคนมาใส่บาตร  อย่าได้ไม่มีเลย
ขอให้มีคนมาใส่บาตรมาก ๆ  อย่าได้มีน้อยเลย
ขอให้ใส่บาตรแต่ของดี ๆ อร่อย ๆ  อย่าได้ใส่แต่ของธรรมดา ๆ เลย
ขอให้กระตือรือร้นเพื่อใส่บาตร  อย่าได้เฉื่อยชาเลย
ขอให้ใส่บาตรโดยเคารพนอบน้อม  อย่าได้ใส่โดยไม่เคารพนอบน้อมเลย"

แต่เมื่อไม่มีคนใส่บาตร
หรือมีคนใส่บาตรน้อย
หรือใส่บาตรแต่ของธรรมดา ๆ
หรือใส่บาตรอย่างเฉื่อยชา
หรือใส่บาตรโดยไม่เคารพนอบน้อม
พระรูปนี้ก็เสียใจ  มีความทุกข์เกิดขึ้น
.....

พระอีกรูปหนึ่ง  ไปบิณฑบาตเหมือนกัน  และมีความคิดเหมือนกันว่า
"ขอให้มีคนมาใส่บาตร  อย่าได้ไม่มีเลย
ขอให้มีคนมาใส่บาตรมาก ๆ  อย่าได้มีน้อยเลย
ขอให้ใส่บาตรแต่ของดี ๆ อร่อย ๆ  อย่าได้ใส่แต่ของธรรมดา ๆ เลย
ขอให้กระตือรือร้นเพื่อใส่บาตร  อย่าได้เฉื่อยชาเลย
ขอให้ใส่บาตรโดยเคารพนอบน้อม  อย่าได้ใส่โดยไม่เคารพนอบน้อมเลย"

แต่เมื่อไม่มีคนใส่บาตร
หรือมีคนใส่บาตรน้อย
หรือใส่บาตรแต่ของธรรมดา ๆ
หรือใส่บาตรอย่างเฉื่อยชา
หรือใส่บาตรโดยไม่เคารพนอบน้อม
พระรูปที่สองนี้ก็ไม่เสียใจ  ไม่ได้เป็นทุกข์
.....



(ขอบคุณภาพจาก www.dhamma.serichon.us)


ดูเผิน ๆ แล้ว  พระทั้ง ๒ รูปต่างก็มีความคิดในการบิณฑบาตเหมือน ๆ กัน

แต่พระรูปแรกปรารถนาให้คนมาใส่บาตรเยอะ ๆ ดี ๆ เร็ว ๆ  โดยเคารพ
เพราะต้องการให้ตนเองได้รับของเยอะ  ของดี  ได้เร็ว  และได้รับความเคารพ
แต่เมื่อไม่ได้ตามที่ปรารถนา  จึงเสียใจ  เป็นทุกข์
.....

ในขณะที่พระรูปที่สอง  ก็ปรารถนาให้คนมาใส่บาตรเยอะ ๆ ดี ๆ เร็ว ๆ  โดยเคารพ
แต่ที่ปรารถนาเช่นนั้น  เพราะรู้ว่า
การให้ทาน  มีอานิสงส์
การให้ของมาก  ก็มีอานิสงส์
การให้ของประณีต  ก็มีอานิสงส์
การให้โดยกระตือรือร้น  ก็มีอานิสงส์
การให้โดยเคารพ  ก็มีอานิสงส์
อานิสงส์ของทานจะเกิดขึ้นแก่ผู้ให้ทานนั้นเอง

พระรูปที่สองนี้  ปรารถนาจะให้ผู้คนทำบุญให้ทานใส่บาตร
เพราะจะมีผลมีอานิสงส์ต่อผู้นั้นเอง

เมื่อมีผู้ทำบุญให้ทานเช่นนั้น  ก็จะยินดี  อนุโมทนาในความดีของผู้นั้น
(ไม่ใช่ยินดีว่าเราได้รับของดีของเยอะ)

แต่ถ้าเขาไม่ทำบุญใส่บาตร
หรือเขาทำบุญใส่บาตร  แต่ใส่น้อย
หรือใส่แต่ของธรรมดา ๆ
หรือใส่อย่างเฉื่อยชา
หรือใส่โดยไม่เคารพนอบน้อม
พระรูปนี้ก็จะไม่เสียใจหรือเป็นทุกข์
เพราะรู้ว่า
๑. เขาอาจจะยังไม่รู้ถึงอานิสงส์ของการให้ทาน  หรือ
๒. อาจจะเป็นเพราะผลของอกุศลกรรมที่เราเคยทำไว้
ทำให้ไม่มีใครใส่บาตรให้เรา  เหมือนเรื่องของพระโลสกเถระ
.....


องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
ภิกษุประเภทที่ ๑  "เป็นผู้ไม่สมควรเข้าไปสู่ตระกูล"
เพราะไม่ได้เป็นเนื้อนาบุญต่อผู้อื่น  และเป็นโทษทุกข์ต่อภิกษุรูปนั้นเอง
ภิกษุประเภทที่ ๒  "เป็นผู้สมควรเข้าไปสู่ตระกูล"
เพราะสามารถสงเคราะห์คฤหัสถ์ทั้งหลายที่ปรารถนาบุญได้
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในกุลูปกสูตร)


ก่อนที่จะไปบิณฑบาต
ตรวจสอบตนเองว่า  เราเป็นผู้สมควรเข้าไปสู่ตระกูลแล้วหรือยัง
เราไปบิณฑบาตเพื่อการสงเคราะห์อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย
หรือไปบิณฑบาตเพื่อหาลาภสักการะมาสู่ตนเองกันแน่
..........



คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. กุลูปกสูตร (ว่าด้วยภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล)
๒. โลสกชาดก (ว่าด้วยคนโลเลต้องเศร้าโศก)


วิธีตามหาเนื้อนาบุญ


หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาว่า
"ให้ทานในสัตว์ดิรัจฉาน  ได้อานิสงส์ ๑๐๐ อัตภาพ
ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล  ได้อานิสงส์ ๑,๐๐๐ อัตภาพ
ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล  ได้อานิสงส์ ๑๐๐,๐๐๐ อัตภาพ
ให้ทานในคนนอกศาสนาผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม  ได้อานิสงส์แสนโกฏิอัตภาพ
ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล  ได้อานิสงส์นับไม่ได้
ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงการถวายทานในพระโสดาบันหรืออริยบุคคลยิ่ง ๆ ขึ้นไป"

เมื่อเป็นเช่นนี้  ถ้าเลือกได้  หลายคนจึงอยากจะให้ทานในเนื้อนาบุญทั้งหลาย

ทีนี้  ลองมาดูตัวอย่างขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังทรงบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ว่าทรงให้ทานอย่างไร
.....


สมัยหนึ่ง  พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดเป็นพญาช้าง  อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง
ครั้งนั้น  มีพรานป่าคนหนึ่งเดินเข้าไปหาของป่า
แต่เนื่องจากยังไม่ชำนาญเส้นทาง  จึงหลงทางอยู่ในป่า  หาทางออกไม่ได้
ด้วยความกลัวตาย  จึงได้แต่ร้องคร่ำครวญอยู่

พญาช้างโพธิสัตว์ได้ยินเสียงร้องนั้น  จึงเดินไปจนพบนายพรานคนนั้น
เมื่อรู้ว่านายพรานนั้นหลงป่า  จึงให้ขึ้นขี่หลังแล้วพาออกจากป่า

ในระหว่างทางนั้น  นายพรานก็เริ่มสังเกตและจดจำทิศทางในป่า
เมื่อออกจากป่าได้แล้ว  จึงเข้าไปหาพวกช่างสลักงาว่า
"ถ้ามีงาช้างที่ได้จากช้างตัวเป็น ๆ อยู่  พวกท่านจะซื้อไหม"

พวกช่างสลักงาตอบรับว่า
"งาของช้างที่ยังไม่ตาย  ได้ราคาดีกว่างาของช้างที่ตายแล้วเสียอีก"

นายพรานนั้นจึงกลับเข้าไปในป่าอีกครั้ง  พร้อมกับเอาเลื่อยไปด้วย
เมื่อพบพญาช้าง  จึงกล่าวว่า
"ท่านพญาช้าง  ข้าพเจ้าเป็นคนยากจนข้นแค้น
จะมาของาจากท่านไปทำทุนจะได้ไหม"

พญาช้างกล่าวว่า  "ได้สิ  ถ้าท่านมีเลื่อยมาด้วย  เราจะให้งาแก่ท่าน"

นายพรานดีใจ  รีบนำเลื่อยที่นำมาด้วยเลื่อยงาส่วนปลายไป
แล้วนำไปขายให้พวกช่างสลักงา

เมื่อเงินหมด  ก็กลับไปหาพญาช้างอีก  กล่าวว่า
"ท่านพญาช้าง  เงินที่ได้จากการขายงาส่วนปลายของท่าน
เพียงพอสำหรับการใช้หนี้ของข้าพเจ้าเท่านั้น
ข้าพเจ้าอยากจะของาส่วนกลางของท่านจะได้ไหม"

พญาช้างก็ยินดีให้นายพรานเลื่อยไปอีก

ต่อมา  เมื่อนายพรานใช้เงินหมด
เขาก็กลับไปหาพญาช้างอีก  กล่าวว่า
"ท่านพญาช้าง  ข้าพเจ้ายังลำบากอยู่เลย
ของาส่วนโคนที่เหลือของท่านได้ไหม"

พญาช้างก็ยินดีให้นายพรานเลื่อยไปอีก

ทุกครั้งที่พญาช้างสละงาของตนให้นายพราน  พญาช้างได้ตั้งปณิธานว่า
"การที่เรายอมสละงาคู่นี้
ไม่ใช่เพราะงาคู่นี้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว
แต่พระสัพพัญญุตญาณที่จะสามารถตรัสรู้ธรรมได้
เป็นที่รักที่ชอบใจของเรายิ่งกว่างานี้ตั้งร้อยเท่า  พันเท่า  แสนเท่า
การให้งาเป็นทานนี้  จงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณเถิด"
.....
(อ่านเรื่องราวเพิ่มเติมได้ในสีลวนาคชาดก)



(ขอบคุณภาพจาก  commons.wikimedia.org)



แม้พญาช้างโพธิสัตว์จะรู้ว่านายพรานเป็นคนทุศีล  มีความอกตัญญู  ไม่รู้คุณคน
แต่เมื่อนายพรานมาของา  พญาช้างก็ยินดีสละให้ทุกครั้ง
ไม่ได้คิดว่าต้องเก็บไว้ทำบุญกับอริยบุคคลหรือเนื้อนาบุญเท่านั้น

เพราะไม่ว่าจะให้ทานกับคนทุศีลหรือคนมีศีล  ให้ทานกับปุถุชนหรืออริยบุคคล
ก็จะมีปณิธานเดียว  คือ
"การให้นั้น  เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการบรรลุพระสัพพัญญุตญาณในอนาคต"
.....


เรารู้ได้ว่า  "การให้ทานกับผู้ที่มีคุณธรรมต่างกัน  จะได้อานิสงส์ไม่เท่ากัน"
แต่รู้แล้ว  ไม่ควรมีอคติในการเลือกให้ทาน

บางคนได้ฟังข่าวลือว่า  หลวงปู่หลวงตารูปนั้นรูปนี้  บรรลุธรรมขั้นนั้นขั้นนี้
ก็เกิดอาการตระหนี่บุญ
พยายามดั้นด้นไปทำบุญถวายทานกับท่านเหล่านั้น
โดยที่ไม่รู้ว่าท่านเหล่านั้นเป็นอริยบุคคลจริง  หรือเป็นเพียงข่าวลือ
.....


แทนที่จะเที่ยวเสาะหาอริยบุคคล
จะดีกว่าไหมถ้าอริยบุคคลมาสงเคราะห์เราเอง

แล้วทำอย่างไร  อริยบุคคลจึงจะมาสงเคราะห์เรา
คำตอบอยู่ในคำถามเหล่านี้ครับ

๑. พระอรหันต์เมื่อจะอนุเคราะห์  จะอนุเคราะห์ใครก่อน
ระหว่างคนไม่มีศรัทธา  ตระหนี่ถี่เหนียว  ชอบด่าบริภาษ
กับคนที่มีศรัทธา  เป็นทานบดี  ยินดีให้ทานสม่ำเสมอ

๒. พระอรหันต์เมื่อจะเข้าไปหา  จะเข้าไปหาใครก่อน
ระหว่างคนไม่มีศรัทธา  ตระหนี่ถี่เหนียว  ชอบด่าบริภาษ
กับคนที่มีศรัทธา  เป็นทานบดี  ยินดีให้ทานสม่ำเสมอ

๓. พระอรหันต์เมื่อจะรับทาน  จะรับทานของใครก่อน
ระหว่างคนไม่มีศรัทธา  ตระหนี่ถี่เหนียว  ชอบด่าบริภาษ
กับคนที่มีศรัทธา  เป็นทานบดี  ยินดีให้ทานสม่ำเสมอ

๔. พระอรหันต์เมื่อจะแสดงธรรม  จะแสดงธรรมแก่ใครก่อน
ระหว่างคนไม่มีศรัทธา  ตระหนี่ถี่เหนียว  ชอบด่าบริภาษ
กับคนที่มีศรัทธา  เป็นทานบดี  ยินดีให้ทานสม่ำเสมอ

(อ่านเพิ่มเติมได้ในสีหเสนาปติสูตร)

เมื่อเราให้ทานสม่ำเสมอ  ไม่มีความตระหนี่
สัตบุรุษหรือบัณฑิตจะมาสงเคราะห์เราเอง
.....


สรุปอีกครั้ง

เมื่อเราตั้งจิตในการให้ทานเพื่อละความตระหนี่  เพื่อเป็นปัจจัยในการบรรลุธรรม
เราก็จะยินดีในการให้ทานกับใครก็ได้  แม้แต่คนทุศีล

และเมื่อเราละความตระหนี่ในใจได้  ยินดีในการให้ได้ทุกครั้ง
เนื้อนาบุญก็จะมาสงเคราะห์เราเอง
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. สีลวนาคชาดก (ว่าด้วยพญาช้างสีลวะ)
๒. สีหเสนาปติสูตร (ว่าด้วยสีหเสนาบดี)


คำแนะนำของเทวดาพาล


ชายคนหนึ่งชื่อสุทัตตะ  เป็นเศรษฐีอยู่ในกรุงสาวัตถี
ครั้งหนึ่ง  เขามีโอกาสได้ฟังธรรมจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เกิดความศรัทธาเลื่อมใส
จึงได้สร้างวัดเชตวันถวายด้วยเงิน ๕๔ โกฏิ
แล้วได้ไปที่วัด  ถวายทาน  รักษาศีล  เป็นอยู่อย่างนี้ทุก ๆ วัน

และด้วยเหตุที่เศรษฐีผู้นี้ชอบให้อาหารแก่คนอนาถาอยู่เป็นประจำ
จึงได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า  "อนาถบิณฑิกเศรษฐี"

ที่ซุ้มประตูเรือนของเศรษฐี  มีเทวดาอาศัยอยู่องค์หนึ่ง
เทวดาองค์นี้ไม่ได้ยินดีในการให้ทานของเศรษฐี
เพราะเมื่อพระพุทธเจ้าและพระสาวกรับนิมนต์มารับภัตตาหารที่เรือนของเศรษฐี
เทวดาก็ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ในวิมานที่สูงกว่าได้  ต้องลงมาที่พื้นดินทุกครั้ง

เทวดาองค์นี้พยายามหาอุบาย
ที่จะให้เศรษฐีเลิกทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าและพระสาวกมาที่เรือน
แต่ก็ยังไม่มีโอกาส

จนกระทั่งครั้งหนึ่ง
เศรษฐีถึงคราวตกอับ  ค้าขายลำบาก  ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ก็ลดน้อยลง
อาหารการกินและข้าวของเครื่องใช้ของเศรษฐีก็ไม่ใช่ของดีเหมือนที่ผ่านมา
แต่ถึงกระนั้น  เศรษฐีก็ยังถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์อยู่เป็นประจำเหมือนเดิม

เทวดาองค์นั้นเห็นเศรษฐีตกอับอย่างนี้  จึงปรากฏกายให้เศรษฐีเห็น
แล้วกล่าวว่า  "ข้าพเจ้าเป็นเทวดา  สถิตอยู่ที่ซุ้มประตูเรือนของท่าน"

เศรษฐีถามว่า  "ท่านปรากฏกายมาหาข้าพเจ้า  มีเรื่องอะไรหรือ"

เทวดากล่าวว่า  "เรามาเพื่อต้องการเตือนท่าน
เมื่อก่อน  ท่านได้ฟุ่มเฟือยจ่ายทรัพย์เป็นอันมากในพระพุทธศาสนา
บัดนี้  ฐานะของท่านยากจนลงแล้ว
ถ้าท่านยังไม่หยุดทำบุญให้ทานอีก
อีกไม่เกิน ๓ วัน  ท่านก็จะไม่เหลืออะไรเลย
ท่านจงเลิกให้ทาน  แล้วทำการงาน  เก็บรวบรวมเงินทองเถิด"
.....


ลองนึกภาพว่า  ถ้าเราเป็นเศรษฐี  อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
เคยทำบุญให้ทานมาโดยตลอด
อยู่มาวันหนึ่ง  เกิดเหตุการณ์ข้าวยากหมากแพง  เศรษฐกิจย่ำแย่
ทำให้ฐานะยากจนลง  ต้องอยู่อย่างลำบากฝืดเคือง
ถามว่า  เราจะเลิกทำบุญให้ทานหรือไม่

ถ้าเราไม่เคยเห็นเทวดามาก่อน
เมื่อมีเทวดามาปรากฏกายให้เห็น  ยืนอยู่ตรงหน้าชัด ๆ
แล้วยังแนะนำให้เราเลิกทำบุญให้ทาน  ให้เก็บเงินเก็บทองไว้  เพื่อจะได้ไม่ลำบาก
ถามว่า  เราจะเชื่อเทวดาที่อยู่ตรงหน้านั้นหรือไม่
.....





คำตอบของคำถามนี้
ขึ้นอยู่กับเจตนาในการให้ทานของเรา

ที่ผ่านมา  ถ้าเรามีเจตนาในการทำบุญให้ทาน  เพื่อละความตระหนี่ที่มีอยู่ในใจ

และเพื่อเกื้อกูลอนุเคราะห์ผู้อื่น
เราก็จะมีความยินดีในการให้  และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ให้
ต่อให้มีเทวดาหรือใครก็ตาม  มาบอกให้เราเลิกให้ทาน
เราก็จะไม่เชื่อ  และจะยังคงทำบุญให้ทานต่อไป

แต่ถ้าเราให้ทานโดยมีจุดประสงค์อื่น
ให้เพื่อแลกเปลี่ยนกับบางสิ่งบางอย่าง
เช่น
ทำบุญถวายหลอดไฟ  เพราะคิดว่าจะได้มีชีวิตที่สว่างสดใส
ทำบุญถวายมีดโกน  เพราะคิดว่าจะได้ช่วยตัดขาดคนที่คิดร้ายออกจากชีวิต
ทำบุญถวายร่ม  เพราะคิดว่าจะได้มีสิ่งที่คอยป้องกันอันตราย
ฯลฯ
ถ้าให้แล้ว  ชีวิตไม่เป็นไปตามที่คิด  ยังคงมีปัญหาอุปสรรคเข้ามา
เมื่อมีเทวดาหรือใครมาบอกวิธีการอื่น ๆ
เราก็พร้อมที่จะเชื่อและทำตามโดยไม่ลังเล
.....


อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้ที่ได้ฟังธรรมจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้ว
ผ่านการพิจารณาใคร่ครวญในธรรมที่ได้ฟังมาเป็นอย่างดี
มีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธศาสนา
จึงไม่เชื่อคำแนะนำของเทวดานั้น

ยิ่งไปกว่านั้น  ยังช่วยให้เทวดานั้นได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า
จนเกิดความเลื่อมใส  และได้บรรลุเป็นอริยบุคคลอีกด้วย
(อ่านเรื่องราวทั้งหมดได้ในอนาถปิณฑิกเสฏฐิวัตถุ)
.....


ทีนี้  ลองกลับมาพิจารณาดูตัวเราเองอีกครั้ง
ที่ผ่านมา  เราทำบุญให้ทานเพื่ออะไร
และจะมีอะไรมาหยุดการทำบุญให้ทานของเราได้หรือไม่
..........



คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง


ข้อคิดจากแพะ


ในสมัยพุทธกาล  มีผู้กราบทูลถามว่า
"มนุษย์จำนวนมากทำการฆ่าสัตว์ให้ตาย
เพื่อทำบุญอุทิศให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว  (เรียกว่า  มตกภัต)
การกระทำเช่นนั้นจะได้บุญไปถึงผู้ตายหรือไม่"

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
"การให้มตกภัตโดยการทำสัตว์ให้ตายนั้นไม่มีบุญใด ๆ ถึงผู้ตาย"

แล้วทรงนำชาดกมาตรัสเล่าว่า

ในอดีตกาล
พราหมณ์ผู้หนึ่งสำเร็จวิชาไตรเพทแล้ว  ต้องการฆ่าสัตว์เพื่อจะให้มตกภัต
จึงบอกให้ลูกศิษย์ไปจับแพะมาตัวหนึ่ง

เมื่อลูกศิษย์จับแพะมาแล้ว
ก็พาไปอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด  ประดับด้วยพวงมาลัยต่าง 
แล้วนำไปให้อาจารย์

แพะตัวนั้นเห็นสิ่งที่พราหมณ์พวกนั้นกระทำแก่ตน
ก็รู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่าตนกำลังจะถูกนำไปฆ่า
จากนั้น  ก็หัวเราะ
อีกสักครู่  ก็ร้องไห้

พราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์จึงถามแพะว่า  "เหตุใดเจ้าจึงหัวเราะ"

แพะตอบว่า
"เราดูจากสิ่งที่ท่านกระทำกับเรา  ก็รู้ว่าพวกท่านกำลังจะฆ่าเราเพื่อให้มตกภัต

ท่านพราหมณ์  เราระลึกถึงกรรมในอดีตได้
เมื่อก่อน  เราก็เป็นพราหมณ์เหมือนท่านนั่นแหละ
และเราก็ได้ฆ่าแพะตัวหนึ่งเพื่อให้มตกภัต  เหมือนที่ท่านกำลังจะทำอยู่นี้

ด้วยกรรมนั้นเอง  เราต้องคอขาดตายมาแล้ว ๔๙๙ ชาติ
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายที่เราจะได้รับผลกรรมเช่นนั้น

เราดีใจว่า  หลังจากนี้  เราจะได้พ้นจากทุกข์นี้แล้ว
ดังนั้น  เราจึงหัวเราะ"

พราหมณ์ถามต่อว่า  "แล้วทำไมเจ้าจึงร้องไห้"

แพะตอบว่า
"เราไม่ได้ร้องไห้เพราะจะถูกท่านฆ่าหรอกนะ
แต่เพราะเราเห็นท่านกำลังจะฆ่าเรา
แล้วจะต้องได้รับผลกรรมถูกตัดหัว ๕๐๐ ชาติเหมือนเรา
เราสงสารท่าน  จึงร้องไห้"

พราหมณ์ได้ฟังแล้ว  กลัวว่าจะต้องได้รับผลกรรมเช่นนั้น  จึงบอกแพะว่า
"แพะเอ๋ย  เจ้าอย่ากลัวเลย  เราจะไม่ฆ่าเจ้าแล้ว"

แพะบอกว่า
"ท่านพราหมณ์  ท่านจะฆ่าเราหรือไม่ก็ตาม
เราก็ไม่อาจจะพ้นจากผลของกรรมไปได้หรอก"

พราหมณ์บอกว่า
"แพะเอ๋ย  เราและลูกศิษย์ทั้งหมดจะคอยดูแลคุ้มครองเจ้าเอง"

แพะจึงบอกว่า
"ท่านพราหมณ์  บาปที่เราทำไปนั้นมีกำลังมาก
ท่านและลูกศิษย์มีกำลังเพียงเล็กน้อย
ไม่มีสิ่งใดจะต้านทานผลของบาปได้หรอก"

ต่อจากนั้น  พราหมณ์ก็ได้ปล่อยแพะตัวนั้นให้เป็นอิสระแล้ว
และได้ตามคุ้มครองอย่างใกล้ชิด

แพะนั้นเมื่อถูกปล่อยแล้ว  ก็ได้เดินไปเพื่อจะกินหญ้า

ทันใดนั้นเอง  เกิดฟ้าผ่าลงมาที่ชะง่อนหินแห่งหนึ่ง
สะเก็ดหินชิ้นหนึ่งแตก  ลอยตกลงมา  ได้ตัดคอแพะขาด  ณ  ที่นั้นเอง

(อ่านเพิ่มเติมได้ในมตกภัตตชาดก)
..........


(ขอบคุณภาพจาก Artur Roman from Pexels
https://www.pexels.com/photo/animal-buck-bush-daylight-534584/)


สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้

๑. องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ (ในนิทานสูตร) ว่า
"โลภะ (ความอยากได้) เป็นเหตุให้เกิดกรรม
โทสะ (ความคิดประทุษร้าย) เป็นเหตุให้เกิดกรรม
โมหะ (ความหลง) เป็นเหตุให้เกิดกรรม
เมื่อทำกรรมนั้นไปแล้ว
ก็จะต้องได้รับผลของกรรมในชาติที่กรรมนั้นให้ผล
อาจจะเป็นชาติปัจจุบัน  ในชาติถัดไป  หรือชาติอื่น ๆ"

ผู้ที่คิดว่า  "การฆ่าสัตว์ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย  จะเป็นบุญ"
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการทำบาปกรรมด้วยโมหะความหลง

การฆ่าสัตว์  การเบียดเบียน  เป็นบาป
บุญที่เกิดจากการทำบาป  ย่อมไม่มี

ฉะนั้น  ฆ่าวัวฆ่าควายเลี้ยงในงานบวช
ฆ่าเป็ดฆ่าไก่ไหว้บรรพบุรุษ
ปล้นคนรวยไปช่วยคนจน
หรืออื่น ๆ
เป็นบุญทั้งหมดหรือไม่
.....


๒. องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ (ในตโยชนวัตถุ) ว่า
"บุคคลที่ทำกรรมชั่วไว้
ถึงจะเหาะขึ้นไปในอากาศ  ก็ไม่พ้นจากบาปกรรมไปได้
ถึงจะดำลงไปในมหาสมุทร  ก็ไม่พ้นจากบาปกรรมไปได้
ถึงจะเข้าไปหลบในซอกเขา  ก็ไม่พ้นจากบาปกรรมไปได้
เพราะไม่มีแผ่นดินสักส่วนหนึ่งที่คนทำบาปยืนอยู่แล้วจะพ้นจากบาปกรรมได้"

ถึงแม้พราหมณ์จะไม่ฆ่าแพะแล้ว
ถึงแม้พราหมณ์จะให้ความอารักขาคุ้มครองแพะอย่างดี
แต่เมื่อบาปกรรมที่แพะเคยทำไว้มาให้ผล
แพะก็หนีผลของกรรมนั้นไม่ได้

ฉะนั้น  เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว
จะมีสถานที่ใด  บุคคลใด  วิธีการใด
ที่มีความสามารถเหนือกว่าพระพุทธเจ้า
ที่จะสามารถแก้กรรม  เปิดกรรม  ล้างกรรม  ลบกรรม  ฯลฯ  ได้จริงหรือไม่
.....


๓. องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในปัพพชิตอภิณหสูตร
ให้ภิกษุพิจารณาธรรม ๑๐ ประการเนือง ๆ
มีอยู่ข้อหนึ่ง  ให้พิจารณาว่า
"เรามีกรรมเป็นของตน  เป็นผู้รับผลของกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
เราทำกรรมใดไว้  จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม  ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น"

เมื่อแพะรู้ว่าจะถูกพราหมณ์ฆ่า
ก็คิดว่า  "ที่เราจะต้องคอขาดตายวันนี้  ไม่ใช่เพราะพราหมณ์จะฆ่าเรา
แต่เป็นเพราะผลของกรรมที่เราทำมาเองในอดีต
เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นเอง"

แพะไม่ได้มีจิตโกรธแค้นในพราหมณ์แม้แต่น้อย
แต่กลับคิดว่า  "ถ้าพราหมณ์ฆ่าเรา
เขาก็จะต้องได้รับผลของกรรมเช่นเดียวกับที่เราได้รับนี้"

แพะไม่ได้สะใจที่พราหมณ์จะต้องรับกรรมเพราะมาฆ่าเรา
แต่กลับเมตตาสงสารจนร้องไห้

ฉะนั้น  เมื่อเรากำลังถูกใครทำร้าย
แม้เราจะระลึกชาติไม่ได้ก็ตาม
แต่เราจะคิดได้ไหมว่า  นั่นเป็นผลของกรรมที่เราทำมาเอง

และเราจะสงสารผู้ที่มาทำร้ายเราจากใจจริงได้หรือไม่
หรือว่าเรากำลังหลอกตัวเองว่าเราให้อภัย
ทั้งที่ในใจเรากำลังอยากให้ผลของกรรมล้างแค้นแทนเรา
.....


ใครได้ข้อคิดอื่น ๆ อีกบ้างไหม
มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ
..........

ตัวอย่างที่ดีจากนางวิสาขา


ครั้งหนึ่ง  นางวิสาขาได้กราบทูลนิมนต์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์เพื่อรับภัตตาหารในเรือนของนาง

ในการทำบุญเลี้ยงพระครั้งนั้น
เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยเสร็จแล้ว
ภิกษุสงฆ์ทั้งหลายฉันเสร็จแล้ว
นางวิสาขาได้กราบทูลขอพร ๘ ประการ  ดังนี้ว่า

พรข้อที่ ๑
สาวใช้ของนางวิสาขาไปที่วัด  เห็นพระหลายรูปอาบน้ำชำระร่างกายท่ามกลางสายฝน
ไม่รู้ว่าเป็นพระ  คิดว่าเป็นพวกนักบวชเปลือย
นางวิสาขากราบทูลว่าการที่ภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝน  น่าเกลียด  ไม่น่าดู
ฉะนั้น  ขอถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่พระสงฆ์ตลอดชีวิต

พรข้อที่ ๒
เมื่อมีภิกษุมาจากต่างแดน  ไม่ชำนาญทางในหมู่บ้าน  บิณฑบาตลำบาก
ฉะนั้น  ขอถวายอาคันตุกภัต (อาหารสำหรับภิกษุที่มาขอพักชั่วคราว) แก่พระสงฆ์ตลอดชีวิต

พรข้อที่ ๓
เมื่อภิกษุจะต้องเดินทาง  ถ้ามัวบิณฑบาตอยู่  อาจจะพลาดหมู่เกวียน  หรือไปถึงที่หมายในเวลาค่ำมืด
ฉะนั้น  ขอถวายคมิกภัต (อาหารสำหรับภิกษุที่จะต้องเดินทาง) แก่พระสงฆ์ตลอดชีวิต

พรข้อที่ ๔
ภิกษุที่ป่วยไข้  ถ้าไม่ได้อาหารที่เหมาะสม  อาการป่วยอาจจะทรุดหนักหรือถึงตายได้
ฉะนั้น  ขอถวายคิลานภัต (อาหารสำหรับภิกษุไข้) แก่พระสงฆ์ตลอดชีวิต

พรข้อที่ ๕
ภิกษุที่พยาบาลภิกษุไข้  ถ้ามัวบิณฑบาตอยู่  อาจจะนำอาหารไปให้ภิกษุไข้ไม่ตรงเวลา  หรือตนเองต้องอดอาหาร
ฉะนั้น  ขอถวายคิลานุปัฏฐากภัต (อาหารสำหรับภิกษุผู้พยาบาลภิกษุไข้) แก่พระสงฆ์ตลอดชีวิต

พรข้อที่ ๖
ภิกษุที่ป่วยไข้  ถ้าไม่ได้ยารักษา  อาการป่วยอาจจะทรุดหนักหรือถึงตายได้
ฉะนั้น  ขอถวายคิลานเภสัช (ยาสำหรับภิกษุไข้) แก่พระสงฆ์ตลอดชีวิต

พรข้อที่ ๗
พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า  ข้าวยาคูมีอานิสงส์ ๑๐ ประการ
(ดูอานิสงส์ได้ในยาคุมธุโคฬกานุชานนา)
ฉะนั้น  ขอถวายธุวยาคู (ข้าวยาคูที่ถวายประจำ) แก่พระสงฆ์ตลอดชีวิต

พรข้อที่ ๘
การที่ภิกษุณีเปลือยกายอาบน้ำ  ย่อมน่าเกลียด  ไม่น่าดู
ฉะนั้น  ขอถวายผ้าอาบน้ำแก่ภิกษุณีสงฆ์จนตลอดชีวิต"

(เห็นตัวอย่างความฉลาดในการให้ทานของนางวิสาขาไหมครับ
อ่านเรื่องราวเพิ่มเติมได้ในวิสาขาวัตถุ)
.....





นางวิสาขาเป็นผู้สร้างวัดบุพพารามถวายไว้ในพระพุทธศาสนา
มีโอกาสเข้าวัด  ฟังธรรม  และถวายทานอยู่เป็นประจำ

เมื่อนางสังเกตเห็นความลำบากที่เกิดขึ้นกับพระสงฆ์
ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคในการประพฤติธรรม
จึงทูลขออนุญาตถวายสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่พระสงฆ์

การถวายทานในลักษณะนี้  เรียกว่า  "กาลทาน"
คือ  การถวายทานตามกาล  หรือตามโอกาสที่สมควร
โดยถวายสิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในโอกาสนั้น ๆ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถึงกาลทานไว้ว่า
       "ผู้มีปัญญา  รู้ความประสงค์ของผู้ขอ
เป็นผู้ปราศจากความตระหนี่
ย่อมให้ทานในกาลที่ควรให้
       ทานที่ให้ในพระอริยะผู้ซื่อตรง  ผู้คงที่
ย่อมเป็นทักษิณาที่ไพบูลย์
ทำให้เขามีใจผ่องใส
       ชนเหล่าใดอนุโมทนาหรือขวนขวายในทักษิณานั้น
เพราะการอนุโมทนาหรือขวนขวายของชนเหล่านั้น
ทักษิณาย่อมมีผลไม่พร่อง
แม้พวกเขาก็เป็นผู้มีส่วนแห่งบุญ
       เพราะฉะนั้น  ผู้มีจิตไม่ท้อถอย
จึงควรให้ทานในเขตที่มีผลมาก
เพราะบุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า"

(อ่านเพิ่มเติมได้ในกาลทานสูตร)
.....


นอกจากนี้  กาลทานยังมีอานิสงส์ที่สำคัญอื่นอีก
นางวิสาขากราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

"ถ้าหม่อมฉันทราบข่าวว่ามีภิกษุบรรลุโสดาบัน  สกทาคามี  อนาคามี  หรืออรหันต์
และทราบว่าภิกษุเหล่านั้นเคยมาที่กรุงสาวัตถีนี้ด้วย
หม่อมฉันจะปลื้มใจมาก

เพราะเป็นไปได้ที่ภิกษุนั้นจะเคยใช้ผ้าอาบน้ำฝน  เคยฉันอาคันตุกภัต  คมิกภัต  คิลานภัต  คิลานุปัฏฐากภัต  คิลานเภสัช  หรือธุวยาคูของหม่อมฉันเป็นแน่

เมื่อหม่อมฉันระลึกถึงบุญกุศลนั้น  ก็จะเกิดความปลื้มใจ
เมื่อหม่อมฉันปลื้มใจ  ก็จะเกิดอิ่มใจ
เมื่ออิ่มใจ  กายจะสงบ
หม่อมฉันมีกายสงบ  จะมีความสุข
จิตของผู้มีความสุข  จะตั้งมั่น
หม่อมฉันจะได้อบรมอินทรีย์  พละ  และโพชฌงค์"
.....


ทานที่ให้ไว้ดีแล้ว  นำมาซึ่งความสุข
และเป็นพื้นฐานในการทำกุศลธรรมอื่น ๆ ให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปได้อีกด้วย

ถ้าเรามีโอกาสอนุเคราะห์ผู้ที่ประพฤติธรรมในโอกาสต่าง ๆ
คอยดูแลช่วยเหลือให้ผู้นั้นประพฤติธรรมได้โดยไม่ลำบาก
นับว่าเป็นบุญกุศลที่เราได้ทำไว้ดีแล้ว

และถ้าผู้นั้นประสบความสำเร็จในธรรมด้วย
โดยได้รับการสนับสนุนจากเราอยู่เบื้องหลัง
เราจะมีความปลื้มปีติและมีความสุขมากแค่ไหน

เห็นตัวอย่างความฉลาดในการให้ทานของนางวิสาขาแล้ว
เกิดความคิดดี ๆ อะไรบ้างไหมครับ
.....

เรื่องน่าคิดเกี่ยวกับทาน


ธนาคารแห่งหนึ่ง
จัดทำโครงการให้คนบริจาคเงินผ่านแอพพลิเคชั่นของธนาคาร
เพื่อบริจาคให้โรงพยาบาลแห่งหนึ่งนำไปซื้ออุปกรณ์เครื่องมือแพทย์
โดยผู้ที่บริจาคเงินทุก ๒๐ บาท  จะสามารถเลือกรับ ๑ ใน ๓ สิทธิพิเศษต่อไปนี้
คูปองส่วนลดร้านกาแฟยี่ห้อดังสุดหรูที่คุณชื่นชอบ ๒๐๐ บาท
คูปองส่วนลดห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง ๒๐๐ บาท
คูปองเงินสดสำหรับเติมน้ำมันรถฟรี ๒๐๐ บาท
.....

ทันทีที่คุณอ่านข่าวประชาสัมพันธ์โครงการนี้จบ
คุณคิดอย่างไร
(ลองคิดดูก่อนนะครับ  แล้วค่อยเลื่อนอ่านต่อ)
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

ความคิดที่ ๑
คุณเห็นช่องทางที่จะได้รับสิทธิพิเศษมูลค่า ๒๐๐ บาท  โดยใช้เงินเพียง ๒๐ บาท

หรือความคิดที่ ๒
คุณเห็นโอกาสที่จะได้ทำบุญกุศลเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาล

ความคิดไหนเกิดขึ้นก่อนกัน
ความคิดไหนเด่นชัดกว่ากันครับ
.....


(ขอบคุณภาพจาก pixabay.com)


บริษัทผลิตและจำหน่ายกระเป๋าใส่เงินแห่งหนึ่ง
นิมนต์พระเกจิอาจารย์ชื่อดังมาทำพิธีปลุกเสกกระเป๋าเงินมหามงคล
ทั้งปลุกเสก  ลงยันต์  ลงคาถาเมตตามหานิยม
ให้เจ้าของมีเงินทองไหลมาเทมา  เงินทองไม่รั่วไหล  มีเงินใช้ไม่ขาดมือ
แล้วเปิดจำหน่ายให้คนที่สนใจ
รายได้ทั้งหมดจะนำไปซื้อเตียงผู้ป่วย  บริจาคให้โรงพยาบาลที่ขาดแคลน
.....

คำถามเดียวกัน
ทันทีที่คุณอ่านข่าวนี้จบ  คุณคิดอย่างไร

ความคิดที่ ๑
คุณอยากซื้อกระเป๋าใส่เงินที่ผ่านการปลุกเสกมาใช้
แถมยังได้ทำบุญกับโรงพยาบาลทางอ้อมอีกด้วย

หรือความคิดที่ ๒
คุณเห็นโอกาสที่จะได้ทำบุญกุศลเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาล
แล้วยังได้กระเป๋าเงินเป็นของแถมอีกด้วย

ความคิดไหนเด่นชัดกว่ากัน
อยากได้กระเป๋าเงินเป็นเรื่องหลัก  ได้ทำบุญเป็นเรื่องรอง
หรือว่า  ได้ทำบุญเป็นเรื่องหลัก  ได้กระเป๋าเงินเป็นเรื่องรอง
..........


ยังมีอีกหลายกิจกรรม  ที่มีลักษณะคล้ายกันเช่นนี้
คือ  มีการจัดกิจกรรมบางอย่างขึ้นมา
แล้วให้มีการทำบุญพ่วงอยู่ในกิจกรรมนั้นด้วย
โดยมาก  มักจะเป็นการให้ทาน  หรือการบริจาค


องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงจาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ) ไว้ว่า
"จาคสัมปทา  คืออย่างไร
คือ  อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
มีใจปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน  มีจาคะอันสละแล้ว
มีฝ่ามือชุ่ม  ยินดีในการสละ  ควรแก่การขอ
ยินดีในการให้ทานและการจำแนกทาน  อยู่ครองเรือน
นี้เรียกว่า  จาคสัมปทา"

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ากิจกรรมนั้นดีหรือไม่ดี

แต่สิ่งที่อยากให้คิด  คือ
ถ้าเราอยากได้ประโยชน์ที่เกิดจากกิจกรรมนั้นเป็นหลัก
(ได้ส่วนลด ๒๐๐ บาท  หรือได้กระเป๋าปลุกเสก)
โดยอ้างการให้ทานพ่วงมาเป็นของแถม
การให้ทานนั้น  จะเป็นการให้ด้วยใจที่ปราศจากความตระหนี่หรือไม่
..........


และจากตัวอย่างข้างต้น
ถ้าธนาคารแห่งนั้นยกเลิกสิทธิพิเศษทั้ง ๓ ข้อ
แต่ยังขอรับบริจาคเงินเพื่อนำไปให้โรงพยาบาลอยู่
คุณจะโหลดแอพพลิเคชั่นนั้นมาเพื่อบริจาคเงินหรือไม่

ถ้าบริษัทแห่งนั้นไม่ได้ปลุกเสกกระเป๋าใส่เงินมหามงคล
แต่ขอบริจาคเงินจากคุณเปล่า ๆ เท่ากับมูลค่าของกระเป๋า
แล้วจะนำไปซื้อเตียงผู้ป่วยเหมือนเดิม
คุณจะบริจาคหรือไม่

ลองพิจารณาคำตอบของคุณเองดูนะครับ
.....