ไม่กี่วันมานี้ มีข่าวการประหารชีวิตนักโทษในไทยเป็นครั้งแรกในรอบ ๙ ปี
มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และฝ่ายที่คัดค้าน
ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลที่สนับสนุนความเห็นของตน
การลงโทษผู้ที่กระทำความผิด ด้วยวิธีการที่รุนแรง จนถึงขั้นประหารชีวิต ก็มีปรากฏอยู่แม้ในสมัยพุทธกาล
แต่สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้คืออย่างไร
.....
(ขอบคุณภาพจาก pixabay.com)
ในทางพระพุทธศาสนา
คำว่า "กาม" หมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
(ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเจาะจงเรื่องของเพศสัมพันธ์อย่างที่หลายคนเข้าใจ)
สิ่งที่คนทั้งหลายปรารถนา ก็หนีไม่พ้นกามทั้ง ๕ เหล่านี้ คือ รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสอ่อนนุ่ม
นี่คือคุณของกาม หรือที่เรียกว่า กามคุณ
แต่กามไม่ได้มีเพียงสิ่งที่เป็นคุณที่ชาวโลกต้องการเท่านั้น
กามยังให้โทษให้ทุกข์อีกมาก
เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งกามที่ปรารถนา
บางคนจึงอดหลับอดนอน ทำงานหาเงินหามรุ่งหามค่ำ ยอมเหน็ดยอมเหนื่อย
แต่แม้จะขยันแค่ไหน บางครั้งก็ไม่ได้กามตามที่ปรารถนา
หรือแม้จะได้มาแล้ว ก็มีความกลัวว่าจะเสียหาย หรือจะถูกขโมยไป
ยิ่งไปกว่านั้น เพราะกามเป็นเหตุ การทะเลาะวิวาทก็เกิดขึ้น การทำร้ายร่างกายก็เกิดขึ้น การทำผิดกฎหมายก็เกิดขึ้น การกระทำผิดศีลก็เกิดขึ้น
เมื่อมีการทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกาย ก็อาจจะบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต
เมื่อทำผิดกฎหมาย ก็ถูกจับกุม กักขัง ลงโทษ
เมื่อทำผิดศีล หลังจากตายไป ก็ต้องไปนรก
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในจูฬทุกขักขันธสูตร)
จะเห็นว่า การที่ใครสักคนจะทำผิดกฎหมาย แล้วถูกจับกุม ถูกลงโทษ ตั้งแต่โทษเบา จนถึงโทษหนัก ตั้งแต่ทรมาน จนถึงประหารชีวิต มีสาเหตุมาจากความปรารถนาในกาม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นโทษของกามว่าน่ากลัวยิ่งนัก
เราไม่ควรเสียเวลาในการโต้เถียงกันว่านักโทษสมควรถูกประหารชีวิตหรือไม่
แต่ควรใช้เวลามาตระหนักถึงโทษทุกข์ที่เกิดจากกาม แล้วยับยั้งการกระทำที่ผิดกฎหมาย หยุดการกระทำที่ผิดศีลได้ น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า
ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับโทษประหาร ก็แล้วแต่เขาเถิด
กลับมาตรวจสอบตัวเราเองดีกว่า
เราเห็นโทษเห็นภัยของกามหรือยัง
เราสามารถหยุดการกระทำที่เป็นอกุศลได้หรือไม่
ใครที่ทำได้ โทษประหารก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสำหรับเขาเลย
..........
หญิงคนหนึ่งชื่อ เวเทหิกา มีชื่อเสียงร่ำลือว่าเป็นคนเรียบร้อย สุภาพ ใจเย็น
เธอมีสาวใช้คนหนึ่งชื่อ กาลี เป็นคนขยัน ช่วยงานบ้านงานเรือนเป็นอย่างดี
วันหนึ่ง สาวใช้คิดว่า
"มีคนร่ำลือว่านายหญิงของเราเป็นคนเรียบร้อย สุภาพ ใจเย็น
อยากรู้จังว่าการที่นายหญิงไม่เคยแสดงอาการโกรธให้ใครเห็นเลย
เพราะนายหญิงเป็นคนที่ไม่โกรธใครเลย จริงหรือ
หรือเพราะยังไม่มีใครทำให้โกรธกันแน่
เราลองหาทางทดสอบดูดีกว่า"
วันรุ่งขึ้น นางจึงทำเป็นนอนตื่นสาย ไม่ลุกขึ้นมาจัดการงานบ้านเหมือนที่เคยทำ
นางเวเทหิกาจึงถามว่า "เฮ้ย นางกาลี ทำไมวันนี้ตื่นสาย"
นางกาลีตอบว่า "ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ"
นางเวเทหิกาตวาดว่า "อ้าวเฮ้ย ไม่มีอะไร ไม่เจ็บไม่ป่วย แล้วทำไมตื่นสาย"
นางเริ่มโกรธ ไม่พอใจ หน้านิ่วคิ้วขมวด
วันต่อมา นางกาลีตื่นสายกว่าเมื่อวันก่อนอีก
นางเวเทหิกาจึงถามอีก "เฮ้ย นางกาลี ทำไมวันนี้ยังตื่นสายอีก"
"ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ"
"เฮ้ย ถ้าไม่เป็นอะไร ก็ลุกขึ้นมาทำงาน"
นางโกรธ ไม่พอใจ แผดเสียงด้วยความขุ่นเคือง
ในวันที่ ๓ นางกาลีก็ยังตื่นสายอีก
นางเวเทหิกาจึงตวาดด่าอีก "เฮ้ย นางกาลี ทำไมวันนี้ตื่นสายอีก"
"ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ"
"เฮ้ย ไม่มีอะไร แต่ก็ยังตื่นสายอยู่อีก ขี้เกียจแล้วล่ะสิ ข้าจะทำโทษเอ็ง"
นางโกรธ ไม่พอใจ แล้วคว้าสิ่งของขว้างใส่ศีรษะของนางกาลี
ตั้งแต่นั้นมา ชื่อเสียงของนางเวเทหิกาก็เป็นที่โจษจันไปว่าเป็นคนเกรี้ยวกราด ดุร้าย
.....
(อ่านเพิ่มเติมได้ในกกจูปมสูตร)
(ขอบคุณภาพจาก pixabay.com)
ผู้ที่เอิมอิ่มพรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งต่าง ๆ แม้จะเป็นคนใจเย็น สุภาพอ่อนโยน
แต่พระพุทธเจ้าตรัสถึงผู้นั้นว่า "ยังไม่เรียกว่าเป็นผู้ว่าง่าย"
เพราะเมื่อผู้นั้นมีเหตุขัดข้อง เสื่อมจากสิ่งที่มี ก็อาจจะเป็นผู้ว่ายากได้
ตรงกันข้าม พระพุทธเจ้าตรัสถึงผู้ที่ให้ความเคารพพระธรรมว่า "เป็นผู้ว่าง่าย"
เพราะผู้ที่สักการะเคารพพระธรรมจริง คือผู้ที่ปฏิบัติตามพระธรรม คือ
ย่อมละเว้นจากการทำบาปอกุศลทั้งปวง
ย่อมบำเพ็ญบุญกุศลทั้งหลายให้เจริญ
ความประพฤติอย่างนี้ จึงเป็นลักษณะของผู้ว่าง่าย
.....
ในเหตุการณ์ปกติ เราเป็นคนสงบเสงี่ยม เรียบร้อย ใจเย็น
แต่ในบางโอกาส ถ้าเราประสบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ
เจอคนที่คิดร้ายกับเรา
เจอคนที่พูดไม่ดีกับเรา
เจอคนที่ทำร้ายเรา
ในสถานการณ์เช่นนั้น เราจะทำอย่างไร
ถ้าเราเป็นผู้ว่าง่ายจริง
เราจะสักการะเคารพและปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
ในสถานการณ์เช่นนี้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนให้เตือนตัวเองว่า
"จิตของเราจะไม่แปรผัน
เราจะไม่เปล่งวาจาชั่วหยาบ
และจะอนุเคราะห์ด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างผู้มีเมตตา ไม่มีโทสะ
เราจะแผ่เมตตาจิตไปให้บุคคลนั้น
และเราจะแผ่เมตตาจิตอันไม่มีขอบเขตไปให้สัตว์โลกทั้งสิ้นอีกด้วย"
.....
คำถามคือ เราจะทำได้ไหม
จะสามารถทำใจให้ไม่โกรธได้ไหม
จะสามารถระงับการโต้ตอบทั้งทางกายและทางวาจาได้ไหม
ยิ่งไปกว่านั้น จะสามารถทำใจให้มีเมตตาต่อผู้นั้นได้ไหม
ถ้าทำไม่ได้
เราก็จะกลายเป็นคนดุร้าย เกรี้ยวกราด ใจร้อน และทำบาปอกุศลกรรมตามมา
แต่ถ้าทำได้
พระพุทธเจ้าตรัสว่า "จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อสุข แก่เธอทั้งหลายสิ้นกาลนาน"
ลองตรวจสอบตัวเองนะครับว่า เราเป็นผู้ว่าง่ายหรือว่ายากแค่ไหน
..........
คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. กกจูปมสูตร (ว่าด้วยอุปมาด้วยเลื่อย)
ผู้ที่ศึกษาธรรมะหลายคน
คงจะเคยได้ยินพระพุทธดำรัสของพระพุทธเจ้า
ที่ตรัสไว้ (ในพิลังคิกสูตร) ว่า
"ผู้ใดประทุษร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้าย
ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน
บาปย่อมกลับมาถึงบุคคลนั้นซึ่งเป็นคนพาลอย่างแน่แท้
ดุจผงธุลีอันละเอียดที่บุคคลซัดไปทวนลมแล้ว ฉะนั้น"
พร้อมกับได้ฟังตัวอย่างของหลาย ๆ เหตุการณ์
ที่สนับสนุนพระพุทธดำรัสนี้ เช่น
ยักษ์ตนหนึ่งตีศีรษะของพระสารีบุตรอย่างแรง
ด้วยกำลังที่สามารถทำลายภูเขาทั้งลูกได้
พระสารีบุตรไม่ได้มีความโกรธหรือไม่พอใจแม้แต่น้อย
แต่ยักษ์ตนนั้นก็ถูกธรณีสูบไปเกิดในนรกเสียเอง
(อ่านเพิ่มเติมในเรื่องยักขปหารสูตร)
หมองูคนหนึ่งเห็นงูนอนโผล่หัวอยู่ที่โพรงไม้
จึงออกอุบายหลอกเด็กว่าเป็นนก ให้เด็กจับขึ้นมา
เมื่อเด็กจับออกมาแล้ว รู้ว่าเป็นงู ก็สะบัดทิ้งไป
งูนั้นไปตกที่คอของหมองู
แล้วได้กัดหมองูนั้นเสียชีวิต
เข้าทำนองที่ว่า "ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว"
(อ่านเพิ่มเติมในเรื่องโกกสุนขลุททกวัตถุ)
เมื่อได้ฟังพระพุทธดำรัสนั้น
พร้อมกับเรื่องราวที่สนับสนุนหลาย ๆ เหตุการณ์
ก็ยิ่งมั่นใจว่า
ผู้ใดประทุษร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้ายตอบ
ผู้นั้นย่อมได้รับผลของการกระทำนั้นกลับคืนอย่างแน่แท้
.....
ถ้าวันหนึ่ง
สูตรลับการทำขนมในร้านของเรา ถูกขโมย
สินค้าลิขสิทธิ์ของเรา ถูกลอกเลียนแบบ
ผลงานวิจัยของเรา ถูกนำไปดัดแปลง
ที่จอดรถหน้าบ้าน ถูกรถคันอื่นมาแย่งจอด
ข้อความที่โพสต์ในโซเชียล ถูกวิพากษ์วิจารณ์โจมตีอย่างหนัก
คนที่มีความเห็นไม่ตรงกับเรา รวมกลุ่มต่อต้านขับไล่เรา
หรือเหตุการณ์อื่น ๆ อะไรก็ตาม
ฯลฯ
ถ้าเราเกิดความไม่พอใจ อยากจะโต้ตอบ
แต่ไม่อยู่ในฐานะที่จะโต้ตอบได้
เราจะทำอย่างไร
.....
วิธีหนึ่งที่ทำให้เราสบายใจ คือบอกตัวเองว่า
"ผู้ใดประทุษร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้ายตอบ
ผู้นั้นย่อมได้รับผลของการกระทำนั้นกลับคืนอย่างแน่แท้"
ประมาณว่า เขาจะต้องได้รับกรรมของเขา
จากนั้น ก็เปิดเฟสบุ๊ค เปิดอินสตาแกรม เปิดกูเกิลพลัส
เจอข้อความในหลาย ๆ โพสต์ที่ทำให้เราสบายใจขึ้นได้อีก
เช่นข้อความว่า
"ผู้ที่ทำร้ายผู้อื่นซึ่งไม่ทำร้ายตอบ
ย่อมได้รับผลกรรมในชาตินี้ ๑๐ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ในไม่ช้า คือ
ความทุกข์ใจ
ความเสื่อมทรัพย์
การบาดเจ็บล้มตาย
ความป่วยเป็นโรค
ความเป็นโรคจิตคิดฟุ้งซ่าน
ได้รับโทษทัณฑ์จากกฎหมาย
ถูกว่ากล่าวให้ร้าย
เสื่อมญาติ
เสียทรัพย์
ไฟไหม้บ้าน
และเมื่อตายแล้ว ย่อมตกนรก"
จึงสรุปว่า "ผู้ที่ทำร้ายผู้อื่นซึ่งไม่ทำร้ายตอบ
ผู้นั้นจะได้รับผลกรรมดังกล่าว
ฉะนั้น เราไม่ต้องโต้ตอบอะไรกลับไปก็ได้
แล้วเดี๋ยวเขาก็จะต้องได้รับผลกรรมนั้นเอง"
คิดได้อย่างนี้แล้ว จึงสบายใจ ไม่คิดโต้ตอบอะไร
(เกิดความดีใจลึก ๆ ว่าเราไม่ต้องทำอะไร
เดี๋ยวมีผลกรรมไปจัดการเขาเอง โดยที่เราไม่ต้องเหนื่อย)
..........
สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้
ย่อมเป็นความจริงทุกประการ
"ผู้ใดประทุษร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้าย
ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน
บาปย่อมกลับมาถึงบุคคลนั้นซึ่งเป็นคนพาลอย่างแน่แท้
ดุจผงธุลีอันละเอียดที่บุคคลซัดไปทวนลมแล้ว ฉะนั้น"
ผู้ใดทำกรรมที่ไม่ดี
แม้คู่กรณีจะไม่ประทุษร้ายตอบ
ผู้นั้นก็ยังต้องได้รับผลของกรรมที่ไม่ดี
ใช่
แต่การที่คู่กรณีไม่ประทุษร้ายตอบนั้น
เพราะเป็นผู้ที่เข้าใจเรื่องกรรมและผลของกรรมเป็นอย่างดี
คือ เข้าใจว่า "การที่เราถูกประทุษร้าย
ย่อมมาจากกรรมไม่ดีที่เราเคยกระทำไว้
ถ้าไม่ถูกประทุษร้ายในครั้งนี้ โดยบุคคลนี้
ก็ต้องถูกประทุษร้ายในครั้งอื่น โดยบุคคลอื่นอยู่ดี"
และย่อมเกิดความสงสารในผู้ที่ประทุษร้ายตน
เพราะรู้ว่าผู้นั้นจะต้องได้รับผลแห่งการประทุษร้ายในครั้งนี้
ผู้ที่เข้าใจในธรรมะ
นอกจากจะไม่คิดประทุษร้ายตอบแล้ว
ยังมีความเมตตาเกิดขึ้นในใจด้วย
แต่ผู้ที่เอาพระธรรมไปใช้ผิดทาง
แม้จะไม่ได้ประทุษร้ายตอบทางกาย
แต่ก็แอบประทุษร้ายตอบทางใจ
เกิดความสะใจว่าผู้นั้นจะต้องชดใช้กรรม
ที่ผ่านมา
เราใช้พระธรรมผิดทางบ้างหรือเปล่า
..........
คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. พิลังคิกสูตร (ว่าด้วยพิลังคิกพราหมณ์)
๒. ยักขปหารสูตร (ว่าด้วยยักษ์ตีศีรษะพระสารีบุตรเถระ)
๓. โกกสุนขลุททกวัตถุ (เรื่องนายพรานสุนัขชื่อโกกะ)
ในราวป่าแห่งหนึ่ง มีลิงอาศัยอยู่จำนวนหนึ่ง
และมีหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งอยู่ใกล้ราวป่านั้น
วันหนึ่ง มีชายคนหนึ่งเข้าไปหาคนในหมู่บ้านนั้น
เขาประกาศว่าต้องการหาซื้อลิงป่าหลายตัว
"ให้ราคาตัวละ ๑๐,๐๐๐ บาท"
ชาวบ้านหลายคนก็สงสัยว่าเขาจะซื้อลิงป่าไปทำไม
แต่ก็มีชาวบ้านบางคนอยากได้เงิน
จึงไปจับลิงป่ามาขายให้เขา
แล้วได้รับเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทจากชายคนนั้น
เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป
จึงมีชาวบ้านหลายคนพากันไปจับลิงมาขายให้เขาบ้าง
วันต่อมา เขาประกาศว่าต้องการลิงมากกว่านี้
"ให้ราคาตัวละ ๒๐,๐๐๐ บาท"
ชาวบ้านที่ได้ข่าว ก็พากันไปจับลิงป่ามาขายให้เขาอีกหลายสิบตัว
และได้รับเงินไปตามราคาที่เขาประกาศไว้
๒ - ๓ วันต่อมา เขาประกาศเพิ่มราคาซื้ออีก
"ให้ราคาตัวละ ๕๐,๐๐๐ บาท"
ชาวบ้านต่างอดหลับอดนอน เข้าไปจับลิงป่ากันทั้งหมู่บ้าน
คราวนี้จับลิงมาจนแทบจะหมดป่า
แล้วขายได้เงินไปเป็นจำนวนมาก
วันต่อมา เขาประกาศว่ายังอยากได้ลิงเพิ่มมากกว่านี้อีก
แต่เขาจำเป็นต้องกลับไปทำธุระในเมือง ๑ สัปดาห์
เสร็จธุระแล้วจะกลับมาซื้อลิงป่าจากชาวบ้าน
"ให้ราคาตัวละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท"
ในระหว่างที่เขาไม่อยู่นี้
เขามอบหมายให้ลูกน้องที่ตามมาด้วยคอยดูแลลิงที่ซื้อไว้แล้ว
ชาวบ้านต่างดีใจที่ราคาลิงสูงถึงหลักแสน
แต่ทว่าลิงป่าถูกจับมาขายหมดแล้ว
ลูกน้องของชายคนนั้นจึงกระซิบบอกชาวบ้านคนหนึ่งว่า
เขาจะแอบขายลิงที่เจ้านายฝากไว้ให้ตัวละ ๗๐,๐๐๐ บาท
แต่ต้องเก็บเป็นความลับ ห้ามบอกเจ้านายของเขา
ชาวบ้านเหล่านั้นจึงปรึกษากัน
คิดว่า ถ้าซื้อจากลูกน้องตัวละ ๗๐,๐๐๐ บาท
แล้วขายต่อให้เจ้านาย ได้ตัวละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท
ก็ยังมีกำไรตัวละ ๓๐,๐๐๐ บาท
วันรุ่งขึ้น ชาวบ้านเหล่านั้นจึงพากันมาขอซื้อต่อจากลูกน้องของชายคนนั้น
คนที่พอมีเงิน ก็ซื้อลิงไปหลายตัว
คนที่มีเงินไม่พอ ก็ไปขอยืมเงินจากเพื่อนเพื่อมาซื้อลิงเช่นกัน
ในที่สุด ลิงทุกตัวก็ถูกซื้อไปจนหมด
จากนั้น ก็แค่รอเวลาให้ชายคนนั้นกลับมา
ผ่านไป ๑ สัปดาห์
ชายคนนั้นยังไม่กลับมา
ชาวบ้านเหล่านั้นเริ่มกังวลใจ จึงไปหาลูกน้องของเขา
แต่ลูกน้องคนนั้นก็ไม่อยู่เสียแล้ว
เกิดอะไรขึ้นกับชาวบ้านเหล่านั้น
(ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.rolfsuey.com/2017/12/bitcoin-monkey-business.html)
.....
ชายคนนั้นใช้อุบายหลอกล่อให้ชาวบ้านหลงเชื่อ
ทำให้ชาวบ้านคิดว่าจะสามารถหาเงินได้จากการซื้อขายลิง
ความผิดทั้งหมดเป็นของชายคนนั้น
ใช่หรือไม่ ?
.....
(ขอบคุณภาพโดย bill wegener จาก Unsplash.com)
ครั้งหนึ่ง
มีพระราชาองค์หนึ่งทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (ในปุริสสูตร) ว่า
"อะไรหนอเมื่อเกิดขึ้นภายในใจแล้ว
ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก"
พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า
"โลภะ โทสะ โมหะ (โลภ โกรธ หลง)
เมื่อเกิดขึ้นภายในใจแล้ว
ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก"
นอกจากนี้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายอีก (ในโลภปริญญาสูตร) ว่า
"ผู้ไม่รู้ซึ้งถึงโลภะ ยังกำหนดรู้โลภะไม่ได้ ยังไม่คลายความพอใจในโลภะนั้น
ยังละโลภะไม่ได้ ก็ยังไม่อาจสิ้นทุกข์ได้
ส่วนผู้รู้ซึ้งถึงโลภะ กำหนดรู้โลภะได้ คลายความพอใจในโลภะนั้นได้
ละโลภะได้แล้ว จึงสามารถสิ้นทุกข์ได้"
.....
พระพุทธเจ้าทรงเน้นให้เรากลัับมาสำรวจตัวเอง
แม้จะมีใครใช้อุบายหลอกล่อเรา
แต่ถ้าเราไม่มีความโลภ
อุบายของเขาก็จะไม่ได้ผล
เหมือนปลาที่กินเบ็ด
ไม่ใช่เพราะเขาเอาเหยื่อมาล่อ
แต่เพราะปลาเข้าไปตะครุบเหยื่อเอง
ความทุกข์บางอย่างที่เราต้องประสบอยู่
ไม่ใช่เพราะถูกผู้อื่นหลอกลวง
แต่เพราะความโลภที่มีอยู่ในใจ เราจึงตะครุบเหยื่อเอง
.....
ความโลภเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ถ้าไม่สามารถยับยั้งได้
ก็อาจเป็นเหตุให้ก่ออกุศลกรรมต่าง ๆ ตามมาได้อีก
เช่น
บางคนวางแผนฆ่าภรรยาเพื่อเอาเงินประกันชีวิต
บางคนเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้เหยื่อโอนเงิน
บางคนวางแผนเอาเงินรางวัลลอตเตอรี่ของเพื่อน
ฯลฯ
หรือชาวบ้านเหล่านั้นที่จับลิงมาขาย เป็นการค้าชีวิตสัตว์
ทำให้พรากลูกพรากแม่
ทำให้ขาดอิสรภาพ
ทำให้ลิงบาดเจ็บ ได้รับทุกข์ทรมาน
และเมื่อก่อบาปอกุศลกรรมขึ้นแล้ว
เราก็ต้องเป็นผู้รับผลของบาปอกุศลนั้นเองอีกต่อไป
.....
ในที่นี้
ไม่ได้เข้าข้างชายคนนั้นที่หลอกลวงชาวบ้านเรื่องซื้อลิง
ไม่ได้หมายความว่าชายคนนั้นไม่ผิด
แต่สิ่งที่สำคัญที่ควรจัดการ คือความโลภที่อยู่ในใจเรา
"ความโลภเมื่อเกิดขึ้นภายในใจแล้ว
ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก"
ถ้าเราสามารถรู้ทัน และละความโลภที่เกิดขึ้นได้
เราก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของความโลภ
และเราก็จะไม่ต้องก่อบาปอกุศลกรรมใด ๆ
ทุกข์ที่เกิดจากความโลภก็จะไม่มี
..........
คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. ปุริสสูตร (ว่าด้วยธรรมที่ไม่เกิดประโยชน์แก่บุรุษ)
๒. โลภปริญญาสูตร (ว่าด้วยการกำหนดรู้โลภะ)