แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กตัญญูกตเวที แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กตัญญูกตเวที แสดงบทความทั้งหมด

เมื่อเห็นข่าวคนอกตัญญู


วันก่อน  ได้เจอคลิปข่าวลูกชายเมายาบ้า  คลุ้มคลั่ง  ตบตีแม่ของตน
ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ก็ไม่สามารถเข้าไปห้ามได้  เพราะเขาถือขวานไว้ในมือด้วย

ข่าวของลูกทรพี  คนอกตัญญู
นอกจากจะไม่ตอบแทนพระคุณแล้ว  ยังทำร้ายพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดอีก
เชื่อว่าหลายคนที่ได้ดูคลิปนี้  หรือได้ยินข่าวคราวอื่น ๆ ในลักษณะนี้
ก็คงจะคิดสาปแช่ง  โกรธเกลียดคนที่ทำกับพ่อแม่อย่างนั้น
.....







(ขอบคุณคลิปจากเฟสบุ๊คของ Siwatpanumet Wongwatcharathanakorn)


องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
"สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน  เป็นผู้รับผลของกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ใครทำกรรมใดไว้  จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม  ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น"

ถ้าเราน้อมนำคำสอนนี้มาพิจารณาเรื่องของคนอกตัญญู
เราจะคิดอย่างไ
.....

คนที่อกตัญญู  เขาคือผู้ก่อกรรม
เขาจะได้รับผลแห่งการกระทำที่ไม่ดีของเขาไหม
เราต้องไปสาปแช่งหรือจงเกลียดจงชังเขา  แล้วทำให้ใจเราเศร้าหมองไหม

คนที่ถูกทำร้าย  เขาคือผู้รับกรรม
แสดงว่าเขาเคยทำกรรมไม่ดีมาก่อนใช่ไหม
เราจะไปเปลี่ยนผลของกรรมให้ใครได้ไหม
.....

พระมหาโมคคัลลานะ  อัครสาวกเบื้องซ้าย  เป็นเลิศทางด้านมีฤทธิ์มาก
ในอดีตชาติ  ท่านเคยหลงเชื่อคำยุยงของภรรยา  ทำให้ฆ่าพ่อแม่ของตนเอง
ด้วยกรรมนั้น  ทำให้ท่านต้องไปไหม้อยู่ในนรกหลายแสนปี
พ้นจากนรก  ก็ถูกทุบตายอีก ๑๐๐ ชาติ
แม้ในชาติสุดท้ายนี้  ก็ยังรับผลของกรรมที่ตนเองกระทำไว้
ถูกโจร ๕๐๐ คนร่วมกันทุบตีจนกระดูกแหลกละเอียด
แม้จะเป็นผู้มีฤทธิ์มาก  ก็ไม่สามารถหนีผลของกรรมได้
.....

ถ้าเราตระหนักได้ว่า
"สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน  เป็นผู้รับผลของกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ใครทำกรรมใดไว้  จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม  ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น"

เราก็จะวางใจให้มีเมตตากรุณา  สงสารคนที่อกตัญญูต่อผู้อื่น
เพราะเขาจะต้องรับกรรมนั้นต่อไป

สำหรับคนที่ถูกกระทำ  ถ้าเราช่วยเหลืออะไรได้ก็ช่วย  ช่วยไม่ได้ก็ปล่อยวาง
เพราะเขาทำเหตุที่ต้องมารับกรรมนี้เอง

แต่ที่สำคัญ
เราทุกคนไม่อยากเป็นฝ่ายถูกกระทำ  ไม่อยากให้สถานการณ์เช่นนั้นเกิดกับตนเอง
เราก็จะต้องกลับมาเตือนตนเอง
ไม่ให้ทำกรรมที่ไม่ดี  ที่จะทำให้เราต้องรับผลกรรมไม่ดีอย่างนั้นเหมือนกัน
..........


เศรษฐีสอนลูก


รอยยิ้มของลูก  คือความสุขของพ่อแม่
พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากเห็นลูกมีความสุข
จึงมอบสิ่งที่คิดว่าดีให้กับลูกของตน

แต่สิ่งที่มอบให้นั้น  จะนำมาซึ่งความสุขให้กับลูกได้จริงหรือ
ตัวอย่างของเศรษฐีคนหนึ่งที่เคยเล่าไว้ในเรื่อง  "ครูคนแรกควรสอนอะไร"
เศรษฐีคนนั้นมอบความสุขให้ลูกผิดทาง  จึงกลายเป็นการทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว
.....


ยังมีเศรษฐีอีกคนหนึ่งที่อยากเห็นลูกมีความสุขเหมือนกัน
แต่วิธีการของเศรษฐีคนนี้แตกต่างจากเศรษฐีคนแรก

เนื่องจากเศรษฐีคนนี้เป็นอุบาสกผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ได้ฟังธรรมจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ทำบุญให้ทานและรักษาศีลเป็นประจำ

แต่ลูกชายของเศรษฐีกลับตรงกันข้าม
ไม่คิดที่จะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม
ไม่คิดที่จะทำบุญให้ทาน
ไม่คิดที่จะรักษาศีล
แม้เศรษฐีผู้เป็นพ่อจะชักชวนเท่าไร  ก็ไม่ทำ

ถ้าเราเป็นเศรษฐีผู้เป็นพ่อคนนั้น  จะทำอย่างไรดี
.....


(ขอบคุณภาพจาก pixabay.com)


วันหนึ่ง  เศรษฐีคิดว่า  "ถ้าปล่อยให้ลูกเป็นอย่างนี้  ตายไปอาจจะตกนรกก็ได้
เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่  แล้วปล่อยให้ลูกเสี่ยงนรก  ไม่สมควรเลย"

จึงคิดอุบายขึ้นมาอย่างหนึ่ง  บอกกับลูกชายว่า
"ลูกเอ๋ย  ถ้าเจ้าไปวัด  รักษาอุโบสถศีล  แล้วฟังธรรม
พ่อจะให้เงินเจ้า ๑๐๐ กหาปณะ"

ลูกชายถามว่า  "ให้จริงหรือพ่อ"

เศรษฐีตอบว่า  "ให้จริง"

ลูกชายถามย้ำถึง ๓ ครั้ง  แล้วรับเงื่อนไขจากพ่อ
จากนั้น  เขาจึงไปที่วัด  แต่ไม่ได้นั่งฟังธรรมพร้อมกับคนอื่น ๆ
เขาหาที่นอนจนถึงเช้า
เมื่อได้เวลาที่คนทั้งหลายกลับ  เขาก็กลับด้วย

เศรษฐีเห็นลูกชายกลับมาแล้ว  จึงเรียกให้คนใช้นำอาหารมาให้
แต่ลูกชายกลับปฏิเสธว่า  "ถ้ายังไม่ได้ค่าจ้าง  ผมจะยังไม่กินข้าว"
เศรษฐีจึงมอบเงินให้เขาไปตามที่ตกลงไว้

ต่อมา  เศรษฐีบอกลูกชายว่า
"ลูกเอ๋ย  ถ้าลูกไปฟังธรรมจากพระศาสดา  เรียนธรรมบทหนึ่งมาบอกพ่อ
พ่อจะให้เงินเจ้าเพิ่มขึ้นเป็น ๑,๐๐๐ กหาปณะ"

ลูกชายตอบตกลงทันที  แล้วรีบไปที่วัด  นั่งอยู่แถวหน้า  คิดว่า
"เราจะเรียนธรรมให้ได้บทเดียวแล้วกลับ"

แต่เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรมจบบทหนึ่ง  เขาก็ไม่สามารถทรงจำได้
จึงคิดว่า  "เราจะเรียนธรรมบทต่อไปให้ได้"

เมื่อเขายังไม่สามารถทรงจำได้  ก็พยายามเรียนต่อไป  ต่อไป  และต่อไป

ในขณะที่เขาฟังด้วยความตั้งใจอยู่นั่นเอง  ความกระจ่างแจ้งในธรรมจึงเกิดขึ้น
เขาได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว

วันรุ่งขึ้น  เขาได้เดินออกจากวัดตามหลังพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ทั้งหลายที่ออกบิณฑบาต
เศรษฐีเห็นท่าทางของลูกชายมีความสำรวม  ก็มีใจยินดี

เมื่อเศรษฐีนำเงินมาให้ลูกชายตามข้อตกลง  ลูกชายปฏิเสธไม่รับ
แม้เศรษฐีจะคะยั้นคะยอให้รับ  เขาก็ไม่รับ

เศรษฐีจึงกราบทูลเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
"เศรษฐี  โสดาปัตติผลที่ลูกของท่านบรรลุแล้วนั้น
ประเสริฐกว่าสมบัติใด ๆ ทั้งในโลกมนุษย์  ทั้งในเทวโลก  และพรหมโลก"
.....
(อ่านเรื่องราวเพิ่มเติมได้ในอนาถปิณฑิกปุตตกาลวัตถุ)


สมบัติทั้งหลายในโลกมนุษย์แม้จะมีมากเพียงใด
ก็ไม่สามารถประกันได้ว่าจะทำให้พ้นนรกได้
หรือแม้จะได้สมบัติในเทวโลก  ได้เกิดเป็นเทวดานางฟ้า
ก็ยังมีโอกาสเสี่ยงนรกได้เหมือนกัน

สิ่งที่เศรษฐีให้กับลูก  คือการช่วยให้ลูกมีโอกาสได้ฟังธรรม
ทำให้ลูกเข้าใจในธรรม
ทำให้ลูกเป็นอริยบุคคล
ทำให้ปิดประตูอบาย  ไม่ต้องเสี่ยงนรกอีกต่อไป
.....


เมื่อรอยยิ้มของลูก  คือความสุขของพ่อแม่
พ่อแม่ทุกคนอยากเห็นลูกมีความสุข
จึงจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนให้ลูกมีโอกาสได้ศึกษาพระธรรม
เพราะมีเพียงพระธรรมเท่านั้น  ที่จะนำความสุขมาให้อย่างแท้จริง

เราควรใช้อุบายสอนลูกอย่างเศรษฐีคนนี้
หรืออุบายอื่น ๆ ที่ช่วยให้ลูกสนใจพระธรรม
จะดีไหม
..........


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. อนาถปิณฑิกปุตตกาลวัตถุ (เรื่องนายกาละบุตรของอนาถบิณฑิกเศรษฐี)


ครูคนแรกควรสอนอะไร


มีคำกล่าวว่า  "พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก"
เป็นคนที่สอนให้ลูกเรียนรู้การนั่ง  การยืน  การเดิน  การนอน
สอนให้รู้จักการเคี้ยว  การกิน  การพูด  และอื่น ๆ อีกหลาย ๆ อย่าง
และที่สำคัญ ...
สอนให้รู้จักว่า  อะไรควร  อะไรไม่ควร

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ (ในสิงคาลกสูตร) ว่า
สิ่งที่พ่อแม่ควรกระทำแก่ลูก  คือ
๑. ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว
๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. ให้ศึกษาศิลปวิทยา
๔. หาคู่ครองที่สมควรให้
๕. มอบทรัพย์สมบัติให้ในเวลาอันสมควร

แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ทำหน้าที่เหล่านี้ให้ดี
โดยเฉพาะ ๒ ข้อแรก
อะไรจะเกิดขึ้นกับลูก
..........




ยกตัวอย่างในสมัยพุทธกาล

มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง  เป็นเศรษฐีมีทรัพย์สมบัติมาก
มีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอยู่คนหนึ่ง

พ่อแม่ที่เป็นเศรษฐีคิดว่า
"ในตระกูลของเรามีทรัพย์สมบัติมากมาย
ลูกสุดที่รักของเราไม่จำเป็นต้องทำการงานอะไร
ก็มีเงินทองใช้ได้อย่างสบายไปทั้งชีวิต"

จึงไม่ได้ให้ลูกชายเรียนศิลปวิทยาใด ๆ เลย
ให้เรียนรู้แต่การใช้จ่ายเงินเท่านั้น

ต่อมา  ลูกชายเศรษฐีก็ได้แต่งงานกับลูกสาวของเศรษฐีอีกตระกูลหนึ่ง
ซึ่งไม่ได้ศึกษาศิลปวิทยาใด ๆ เช่นเดียวกัน

เวลาผ่านไป  พ่อแม่ของทั้งสองตระกูลก็ถึงแก่กรรม
สมบัติของทั้งสองตระกูลก็ตกเป็นของลูกเศรษฐี

วันหนึ่ง  พวกนักเลงสุราพากันตั้งวงสุราในที่ที่ลูกเศรษฐีนั้นจะเดินผ่าน
ทำทีท่าร้องรำทำเพลง  สรวลเสเฮฮา  ดื่มสุรากันอย่างมีความสุข

เมื่อลูกเศรษฐีเดินผ่านมาเห็นเข้า
ก็ถามคนรับใช้ที่เดินมาด้วยว่า  "พวกนั้นดื่มอะไรกัน"

คนรับใช้ตอบว่า  "พวกนั้นดื่มน้ำชนิดหนึ่งครับนาย"

ลูกเศรษฐีถามว่า  "น้ำนั้นคงจะมีรสชาติอร่อยมากล่ะสิ"

คนรับใช้ตอบว่า  "นาย  ในโลกนี้  ไม่มีน้ำอะไรที่น่าดื่มยิ่งไปกว่าน้ำนี้อีกแล้ว"

ลูกเศรษฐีคิดว่า  "ถ้าอย่างนั้น  เราก็ต้องดื่มบ้างสิ"
จึงให้คนรับใช้ไปหามาให้

ต่อมา  เมื่อพวกนักเลงสุรารู้ว่าลูกเศรษฐีนั้นได้ดื่มสุราและติดใจในสุราแล้ว
จึงพากันแวดล้อมลูกเศรษฐีนั้น  จนลูกเศรษฐีมีบริวารเป็นนักเลงสุรากลุ่มใหญ่

เขาได้จ่ายทรัพย์ไปกับค่าสุราบ้าง
จ่ายให้กับค่ากับแกล้มบ้าง
จ่ายให้กับนักร้องนักดนตรีบ้าง
จ่ายให้กับบริวารทั้งหลายบ้าง

ไม่นานนัก
เงินที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้และเงินของพ่อตาแม่ยายก็ถูกใช้ไปจนหมด
สมบัติที่มีทุกอย่างแม้กระทั่งบ้านก็ถูกขายเพื่อเอาเงินมาซื้อสุราจนหมดอีก

เมื่อทรัพย์สมบัติที่มีหมดสิ้นไป  ไม่มีกระทั่งบ้านที่อยู่
เขาจึงต้องพาภรรยาเที่ยวเร่ร่อนขอทาน

องค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นคนทั้งสองนี้กำลังรอรับอาหารที่เหลือจากภิกษุ  จึงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า
"ถ้าลูกเศรษฐีไม่ผลาญสมบัติจนหมด  รู้จักทำการงานในปฐมวัย
ก็จะได้เป็นเศรษฐีชั้นเลิศในเมืองนี้
และถ้าออกบวช  ก็จะบรรลุอรหัตผล
แม้ภรรยาของเขาก็จะดำรงอยู่ในอนาคามิผล

ถ้าไม่ผลาญสมบัติจนหมด  รู้จักทำการงานในมัชฌิมวัย
ก็จะได้เป็นเศรษฐีชั้นที่ ๒
ถ้าออกบวช  ก็จะได้เป็นอนาคามี
แม้ภรรยาของเขาก็จะดำรงอยู่ในสกทาคามิผล

ถ้าไม่ผลาญสมบัติจนหมด  รู้จักทำการงานในปัจฉิมวัย
ก็จะได้เป็นเศรษฐีชั้นที่ ๓
ถ้าออกบวช  ก็จะได้เป็นสกทาคามี
แม้ภรรยาของเขาก็จักดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล

แต่บัดนี้  ลูกเศรษฐีนั้นเสื่อมแล้วจากทรัพย์ทางโลก
และเสื่อมแล้วจากทรัพย์ทางธรรมด้วย"
..........


ถ้าครูคนแรกของลูก
ไม่สอนลูก  ให้รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี
ไม่สอนลูก  ให้รู้จักการเลือกคบเพื่อนที่ดี
ไม่สอนลูก  ให้รู้จักบาป  รู้จักบุญ
ไม่สอนลูก  ให้รู้จักพระธรรมในพระพุทธศาสนา
ปล่อยให้ลูกทำผิด  แล้วไม่ว่ากล่าวตักเตือน
ก็เท่ากับปล่อยให้ลูกไปสู่ความหายนะ !!!
.....

และก่อนที่จะสอนลูก
เราก็ต้องเข้าใจในเรื่องที่เราจะสอน
และทำในสิ่งที่เราสอนควบคู่ไปด้วย
คำสอนนั้นจึงจะทรงพลังให้ลูกเชื่อและทำตามได้จริง

เราเป็นครูคนแรกที่ดีของลูกหรือยัง
.....


คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. สิงคาลกสูตร (ว่าด้วยสิงคาลกมาณพ)
๒. มหาธนเสฏฐิปุตตวัตถุ (เรื่องบุตรเศรษฐีผู้มีทรัพย์มาก)


การตอบแทนที่ทำได้ยาก



การแสดงความกตัญญูกตเวที  ตอบแทนพระคุณของบุพการี  เป็นสิ่งที่พึงกระทำของบัณฑิตหรือสัตบุรุษทั้งหลาย
(พจนานุกรมพุทธศาสน์  ฉบับประมวลศัพท์  โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)  ได้ให้ความหมายไว้ว่า
บัณฑิต  หมายถึง  ผู้มีปัญญา, นักปราชญ์, ผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา
สัตบุรุษ  หมายถึง  คนสงบ, คนดี, คนมีศีลธรรม, คนที่ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม)

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ (ในทีฆนิกาย  ปาฏิกวรรค  สิงคาลกสูตร) ว่า

"บุตรพึงบำรุงมารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้า  โดยหน้าที่  ๕  ประการ  คือ
๑. ท่านเลี้ยงเรามา  เราจักเลี้ยงท่านตอบ
๒. จักทำกิจของท่าน
๓. จักดำรงวงศ์ตระกูล
๔. จักประพฤติตนให้เหมาะสมที่จะเป็นทายาท
๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว  ทำบุญอุทิศให้ท่าน"

นี่คือหน้าที่ของลูกที่ดีที่พึงกระทำตอบพ่อแม่

ลูกที่ทำได้อย่างนี้  ย่อมเป็นที่รักและไว้วางใจของพ่อแม่
และเป็นที่สรรเสริญของคนดีทั้งหลายด้วย



แต่ถึงกระนั้น  การตอบแทนพระคุณของพ่อแม่โดยสมบูรณ์  ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย

ถึงแม้เราจะประคบประหงมดูแลท่านอย่างดี  หาเงินหาทองให้ท่านใช้  หาอาหารอย่างดีให้ท่านกิน  หาบ้านสวยหรูให้ท่านอยู่  หาเสื้อผ้าเครื่องประดับให้ท่านแต่ง  หายาดีหมอดีมารักษาท่านในยามเจ็บป่วย  พาท่านไปเที่ยวพักผ่อนในที่ต่าง ๆ  ฯลฯ  อื่น ๆ อีกมากมาย  เรียกว่า  ให้ท่านมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย .....
ทั้งหมดนี้  ก็ยังไม่สามารถกล่าวได้ว่าตอบแทนพระคุณของท่านโดยสมบูรณ์

แต่ .....  การที่ลูกคนใดก็ตาม

๑. สามารถกระทำให้พ่อแม่จากเดิมที่เป็นคนไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ให้ท่านเป็นคนที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้
๒. สามารถกระทำให้พ่อแม่จากเดิมที่เป็นคนไม่ตั้งมั่นอยู่ในศีล  รักษาศีลได้บ้าง  ไม่ได้บ้าง
ให้ท่านเป็นคนที่รักษาศีลได้อย่างสมบูรณ์  ไม่ยอมละเมิดศีล
๓. สามารถกระทำให้พ่อแม่จากเดิมที่เป็นคนตระหนี่
ให้ท่านเป็นคนที่รู้จักเสียสละ  รู้จักให้ทาน  ยินดีในการให้ทานได้
๔. สามารถกระทำให้พ่อแม่จากเดิมที่เป็นคนไม่มีปัญญาในธรรม
ให้ท่านเป็นคนที่มีปัญญาในธรรม  เห็นโลกตามความเป็นจริงได้ตามพระธรรมของพระพุทธเจ้า
ลูกที่สามารถกระทำได้เช่นนี้  จึงจะกล่าวได้ว่าตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ได้โดยสมบูรณ์

เพราะผู้ที่ได้ศึกษาพระธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว  ย่อมทราบดีว่าไม่มีทรัพย์สมบัติใดในโลกที่เราสามารถนำติดตัวไปในชาติหน้าได้  จะมีก็เพียงแต่ผลบุญและผลบาปที่เราได้กระทำไว้เอง  เราจึงไม่ควรที่จะแสวงหาความสุขในชาตินี้เพียงอย่างเดียว  แต่ควรทำเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดความสุขในชาติต่อๆไปด้วย

อริยทรัพย์เหล่านี้คือ  ศรัทธา  ศีล  จาคะ (การเสียสละ, การให้ทาน)  ปัญญา  นอกจากจะเป็นไปเพื่อประโยชน์  เพื่อเกื้อกูล  เพื่อสุขแก่พ่อแม่ในชาตินี้แล้ว  ยังเป็นบุญกุศลที่จะติดตามตัวของพ่อแม่ไปในชาติต่อๆไปได้อีกด้วย


ฉะนั้น  แม้ว่าเราจะตอบแทนพระคุณพ่อแม่ด้วยการทำให้ท่านมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสุขสบายในชาตินี้แล้ว

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น  ที่เราไม่ควรมองข้าม  คือการตอบแทนด้วยการช่วยให้ท่านมีอริยทรัพย์ทั้ง ๔  (ศรัทธา  ศีล  จาคะ  ปัญญา) นี้  เพื่อเป็นเสบียงให้ท่านสำหรับในภพชาติต่อๆไป

คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง

๑. การตอบแทนที่ทำได้ยาก

กตัญญูกตเวที


หลายคนคงจะเคยได้ฟังเรื่องราวของ "ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่"
ซึ่งหลายคนก็คงจะรู้สึกโกรธเกลียดผู้ที่เป็นลูกชาย  ที่กล้าลงมือฆ่าแม่ของตนเองได้

ส่วนอีกด้านหนึ่ง  หลายคนคงจะเคยได้ฟังเรื่องราวของ "เด็กหญิงวัลลี"

ซึ่งหลายคนก็คงจะรู้สึกชื่นชมยกย่องและสรรเสริญในความกตัญญูของเธอที่มีต่อแม่ของตน

เชื่อว่าทุกคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่  มีบทบาทหน้าที่ของความเป็นลูกอยู่แล้ว

และมีหลายคนที่ยังมีบทบาทหน้าที่ของความเป็นแม่หรือพ่ออีกด้วย
ถ้ามองในฐานะที่เราเป็นแม่หรือเป็นพ่อก็ตาม
เราก็คงอยากมีลูกที่เป็นคนดี  มีความกตัญญูกตเวที  รู้คุณคน  และตอบแทนคุณ
แต่ถ้าลูกของเราเป็นคนอกตัญญู  อกตเวที  ไม่รู้คุณคน  และไม่คิดจะตอบแทนคุณ  เราก็คงเสียใจมาก

เมื่อเราอยากมีลูกที่รู้จักกตัญญูกตเวที

แม่และพ่อของเรา  ก็อยากให้เราเป็นลูกที่รู้จักกตัญญูกตเวทีเช่นกัน
ฉะนั้น  ในบทบาทหน้าที่ของความเป็นลูก  เราได้ทำหน้าที่ของลูกที่ดีแล้วหรือยัง  เราทำให้แม่และพ่อภูมิใจ  หรือเราทำให้ท่านเสียใจ



ตัวอย่างในสมัยพุทธกาล  ในเรื่องกัจจานิชาดก

มีลูกสะใภ้คนหนึ่ง  ทำอุบายขับไล่แม่สามีออกจากบ้าน  โดยการทำให้บ้านเลอะเทอะด้วยน้ำมูกน้ำลาย  บอกสามีว่าแม่เป็นคนทำ
แล้วถามสามีว่า  "มารดาของท่านทำอย่างนี้  ฉันบอกว่าอย่าทำเลย  ก็พาลทะเลาะ  ฉันไม่อาจอยู่ร่วมเรือนกับมารดาของท่านได้  เรือนนี้ท่านจะให้มารดาของท่านอยู่  หรือจะให้ฉันอยู่"
ถ้าเราเป็นสามี  เราจะตอบว่าอย่างไร ???

ฉะนั้น  เมื่อเราอยากมีลูกที่เป็นคนดี  มีความกตัญญูกตเวที

เราเองก็ต้องเป็นลูกที่ดี  มีความกตัญญูกตเวที  ต่อแม่และพ่อของเราด้วยเช่นกัน

ขอนำพระพุทธพจน์ที่เคยยกมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ (แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง) มากล่าวซ้ำอีกครั้ง  เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจเราทุกคน  ดังนี้ว่า

"มารดาบิดาผู้อนุเคราะห์ประชา
ท่านเรียกว่าพรหม  บุรพาจารย์  และอาหุไนยบุคคลของบุตรทั้งหลาย
เพราะเหตุนั้น  บัณฑิตพึงนมัสการและสักการะมารดาบิดานั้น
ด้วยข้าว  น้ำ  ผ้า  ที่นอน  การอบกลิ่น  การให้อาบน้ำ  และการล้างเท้า
เพราะการปรนนิบัติมารดาบิดานั้นแล
บัณฑิตทั้งหลายจึงสรรเสริญเขาในโลกนี้เอง
เขาตายไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์"

คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง

๑. กัจจานิชาดก (ว่าด้วยนางกัจจานี)
๒. สพรหมกสูตร (ว่าด้วยสกุลที่มีพรหม)


แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง


เมื่อผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่งกลายเป็นแม่  ชีวิตของเธอจะเรียบง่ายขึ้น

เคยทำผมร้านประจำ  เมื่อกลายเป็นแม่  ใช้มือสางผมเอาก็ได้
เคยทาครีมทุกวัน  เมื่อกลายเป็นแม่  ไม่ต้องทาครีมทุกวันก็ได้
เคยใช้เสื้อผ้าใหม่ๆ  เมื่อกลายเป็นแม่  เสื้อผ้าชุดเก่าก็ใส่ได้
เคยกินกาแฟที่แพงกว่าข้าว  เมื่อกลายเป็นแม่  กาแฟโบราณธรรมดาก็กินได้
เคยใช้กระเป๋าหรูๆ  เมื่อกลายเป็นแม่  กระเป๋าถือมีแต่ของใช้ลูกเต็มไปหมด
เคยใส่รองเท้าส้นสูง  เมื่อกลายเป็นแม่  รองเท้าส้นสูงก็ถูกเก็บเข้าตู้
.....


(ขอบคุณภาพจาก pexels.com)

ทำไมผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง  เมื่อกลายเป็นแม่  จึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้

มีคนบอกว่า  เพราะลูกคือสิ่งที่วิเศษที่สุดในชีวิตของแม่


(ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก facebook.com/littlemonsterrocknroll)


องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ (ใน  อังคุตตรนิกาย  ทุกนิบาต  ตติยปัณณาสก์  อาสาทุปปชหวรรค) ว่า
"ภิกษุทั้งหลาย  บุคคล ๒ จำพวกนี้หาได้ยากในโลก
บุคคล ๒ จำพวกไหนบ้าง  คือ
๑. บุพการี (ผู้ทำอุปการะก่อน)
๒. กตัญญูกตเวที (ผู้รู้อุปการะที่เขาทำแล้ว  และตอบแทน)
บุคคล ๒ จำพวกนี้แล  หาได้ยากในโลก"

ถ้าจะถามว่า  ในโลกนี้จะมีใครที่ยอมเสียสละ  ยอมเหน็ดเหนื่อย  ยอมลำบาก  ยอมอดทน  ยอมทำทุกอย่างให้กับเรา  โดยไม่หวังอะไรตอบแทน

ลองคิดในมุมของเราว่า  "ถ้าเป็นเรา"
มีหรือที่เราจะยอมเสียสละ  ยอมเหน็ดเหนื่อย  ยอมลำบาก  ยอมอดทน  ยอมทำทุกอย่างให้กับใครสักคน  ที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน  โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนจากเขา ?  คงจะมีไม่กี่คน  หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้

พระดำรัสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นคำจริงแท้  ไม่แปรเป็นอื่น

บุคคลที่หาได้ยากในโลกจำพวกแรก  ก็คือบุพการีนั่นเอง
พ่อแม่  จึงได้ชื่อว่าเป็นบุพการีของลูก

ส่วนผู้ที่ได้รับการอุปการะจากผู้อื่นแล้ว  ที่จะรู้คุณ  และกระทำตอบแทนต่อผู้นั้น  ก็หาได้ยาก

ลูกที่ดี  จึงควรรู้อุปการะที่พ่อและแม่ได้กระทำให้แก่ตน  และควรกระทำตอบแทนพระคุณของพ่อแม่โดยธรรม  จึงจะได้ชื่อว่าเป็นกตัญญูกตเวทีบุคคลของพ่อแม่

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสอุปมาไว้ (ในสพรหมกสูตร) ว่า

"คำว่า  พรหม  นี้เป็นชื่อของมารดาบิดา
คำว่า  บุรพาจารย์  นี้เป็นชื่อของมารดาบิดา
คำว่า  บุรพเทพ  นี้เป็นชื่อของมารดาบิดา
คำว่า  อาหุไนยบุคคล  นี้เป็นชื่อของมารดาบิดา
ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก  บำรุงเลี้ยง  แสดงโลกนี้แก่บุตร"

ทำไมมารดาบิดาจึงได้ชื่อว่า  พรหม

เพราะท่านมีพรหมวิหาร ๔ ประการต่อลูก  คือ  เมตตา  กรุณา  มุทิตา  อุเบกขา

ทำไมมารดาบิดาจึงได้ชื่อว่า  บุรพาจารย์

เพราะท่านเป็นอาจารย์คนแรกที่สอนลูกให้เรียนรู้การนั่ง  การยืน  การเดิน  การนอน  การเคี้ยว  การกิน  รวมทั้งสอนให้รู้จักพูด  และรู้จักว่าอะไรควร  อะไรไม่ควร

ทำไมมารดาบิดาจึงได้ชื่อว่า  บุรพเทพ

เพราะท่านเป็นดุจเทพผู้มีพรหมวิหารธรรม  ไม่ผูกใจถึงความผิดที่ลูกทำไป  พร้อมที่จะให้อภัย  มุ่งหวังแต่ความเจริญแก่ลูก  นำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขมาแก่ลูก

ทำไมมารดาบิดาจึงได้ชื่อว่า  อาหุไนยบุคคล

เพราะท่านเป็นผู้ควรแก่ปฏิการคุณที่ลูกพึงทำตอบแทน  เช่น  การปรนนิบัติท่านด้วยอาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ฯลฯ


(ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก facebook.com/littlemonsterrocknroll)

ฉะนั้น  ผู้ที่หวังความเจริญมาสู่ตน  จึงควรเป็นผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ที่มีพระคุณ

ผู้ที่เป็นลูกทุกคน  จึงควรกระทำการตอบแทนพระคุณของพ่อแม่โดยธรรม

สมดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า

"มารดาบิดาผู้อนุเคราะห์ประชา
ท่านเรียกว่าพรหม  บุรพาจารย์  และอาหุไนยบุคคลของบุตรทั้งหลาย
เพราะเหตุนั้น  บัณฑิตพึงนมัสการและสักการะมารดาบิดานั้น
ด้วยข้าว  น้ำ  ผ้า  ที่นอน  การอบกลิ่น  การให้อาบน้ำ  และการล้างเท้า
เพราะการปรนนิบัติมารดาบิดานั้นแล
บัณฑิตทั้งหลายจึงสรรเสริญเขาในโลกนี้เอง
เขาตายไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์"

คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. สพรหมกสูตร (ว่าด้วยสกุลที่มีพรหม)