มีตนเป็นใหญ่หรือมีธรรมเป็นใหญ่


มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับแมวศักดิ์สิทธิ์  ที่ผมอ่านเจอจากบล็อกของคุณ Anontawong's Musings  เรื่องมีอยู่ว่า
ย้อนกลับไปราว ๑๐๐ ปีเศษ  ณ วัดแห่งหนึ่ง
ขณะที่พระในวัดกำลังสวดมนต์ทำวัตรเย็น  ปรากฏว่ามีแมววัดตัวหนึ่งเข้าไปเดินป้วนเปี้ยนรบกวนการสวดมนต์และการนั่งสมาธิของพระในวัด  เป็นอย่างนี้อยู่หลายวัน
ต่อมา  เจ้าอาวาสจึงให้ลูกศิษย์นำแมวตัวนั้นไปผูกไว้กับเสาตรงระเบียงทุกครั้งก่อนที่จะทำวัตรเย็น
หลายปีผ่านไป  เมื่อเจ้าอาวาสมรณภาพ  แมวตัวนั้นก็ยังถูกผูกไว้ที่เสาต้นเดิมทุกครั้งที่มีการทำวัตรเย็น
๑๐ ปีผ่านไป  แมวตัวนั้นก็ได้ตายลง  ลูกศิษย์ในวัดจึงหาแมวตัวอื่นมาผูกไว้ที่เสาต้นนั้น
๑๐๐ ปีผ่านไป  วัดแห่งนี้กลายเป็นวัดที่มีชื่อเสียงเรื่อง "แมวประจำพิธี"  ที่จะถูกผูกไว้ที่เสาในโบสถ์ทุกครั้งที่ทำวัตรเย็น
ชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศต่างแห่แหนมากราบไหว้และขอพรจากแมวตัวนี้  โดยบอกต่อ ๆ กันว่าจะได้รับโชคลาภและสิริมงคลกลับบ้านไปทุกคน
(ขอบคุณข้อมูลจาก Anontawong's Musings)
.....

เรื่องที่ ๒  ยกมาจากพระไตรปิฎกและอรรถกถา
เรื่องมหาโมรชาดก
เป็นเรื่องของนกยูงตัวหนึ่ง  เป็นนกยูงทอง  อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง
ครั้งนั้น  พระมเหสีของพระราชาในเมืองหนึ่ง  มีพระสุบินว่าได้พบนกยูงทองตัวหนึ่ง
ครั้นตื่นบรรทมขึ้นมาก็อยากพบนกยูงทองตัวนั้น  จึงออกอุบายกราบทูลพระราชาว่าตนเองตั้งครรภ์  ปรารถนาที่จะได้พบนกยูงทอง  ถ้าไม่ได้พบก็ไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้
พระราชารับสั่งในนายพรานทั้งหมดในแว่นแคว้นไปจับนกยูงทองมาให้ได้  แต่ก็ไม่มีใครสามารถจับนกยูงทองตัวนั้นได้
เวลาผ่านไป  พระมเหสีเมื่อไม่ได้ตามปรารถนา  ก็ตรอมพระทัย  สิ้นพระชนม์ไป
พระราชาทรงกริ้วนกยูงทองว่าเป็นต้นเหตุทำให้พระมเหสีต้องสิ้นพระชนม์  จึงทรงให้ราชบุรุษจารึกลงในแผ่นทองว่า
"ในป่าแห่งโน้น  มีนกยูงทองอาศัยอยู่  ผู้ที่ได้กินเนื้อของนกยูงทองนั้นจะไม่แก่ไม่ตาย"
แล้วบรรจุหนังสือนั้นไว้ในหีบ  แล้วสวรรคต
พระราชาองค์ต่อมา  เมื่อทอดพระเนตรเห็นแผ่นจารึกนั้น  ก็ทรงปรารถนาว่า  "เราจะไม่แก่ไม่ตาย"  จึงทรงส่งนายพรานออกไปดักจับนกยูงทองตัวนั้น  แต่ก็ไม่สามารถจับได้  จนสิ้นรัชกาลของพระองค์
พระราชาองค์ต่อมาก็ทรงประพฤติเช่นเดียวกันอีก
เหตุการณ์เป็นไปเช่นนี้อยู่หลายรัชกาล  เพราะหวังว่าจะได้ไม่แก่ไม่ตาย
.....



องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสอุปมาถึงเรื่องทำนองนี้ (ในจังกีสูตร) ว่า
"อุปมาเหมือนคนตาบอดเข้าแถวเกาะหลังกัน
คนอยู่หัวแถว  คนอยู่กลางแถว  และคนอยู่ปลายแถว  ต่างก็มองไม่เห็นกัน"

คนหัวแถวบอกว่ากราบไหว้ขอพรจากแมวแล้วจะได้โชคลาภ  ทั้งที่แมวเหล่านั้นก็เป็นแมวธรรมดาที่ถูกจับผูกไว้  ช่วยตัวเองไม่ให้ถูกผูกยังไม่ได้เลย  แล้วจะไปให้โชคลาภใครได้
แต่คนกลางแถว  คนปลายแถว  ก็เชื่อ

คนหัวแถวบอกว่าได้กินเนื้อนกยูงทองแล้วจะไม่แก่ไม่ตาย  ทั้งที่รู้ว่ามันไม่จริง
แต่คนกลางแถว  คนปลายแถว  ก็เชื่อ
.....

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังตรัสต่อไปถึงธรรม ๕ ประการที่ให้ผล ๒ อย่างอีกว่า
"ภิกษุทั้งหลาย  ธรรม ๕ ประการนี้  คือ
๑. ความเชื่อ
๒. ความชอบใจ
๓. การฟังตามกันมา
๔. ความตรึกตามอาการ
๕. ความเข้ากันได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้

ธรรม ๕ ประการนี้  มีผล ๒ อย่างในปัจจุบัน  คือ

สิ่งที่เชื่อกันด้วยดี  สิ่งที่ชอบใจ  สิ่งที่ฟังตามกันมาอย่างดี  สิ่งที่ตรึกไว้อย่างดี  สิ่งที่พินิจไว้อย่างดี
แต่สิ่งนั้นกลับเป็นของว่างเปล่า  เป็นเท็จไป  ก็มี

สิ่งที่ไม่เชื่อกันด้วยดี  สิ่งที่ไม่ชอบใจ  สิ่งที่ไม่ฟังตามกันมาอย่างดี  สิ่งที่ไม่ได้ตรึกไว้อย่างดี  สิ่งที่ไม่ได้พินิจไว้อย่างดี
แต่สิ่งนั้นกลับเป็นจริงแท้  ไม่เป็นอื่น  ก็มี"
.....

สิ่งที่เราคิดว่าจริง  คิดว่าใช่  อาจจะไม่จริง  อาจจะไม่ใช่ก็ได้
สิ่งที่เราคิดว่าไม่จริง  คิดว่าไม่ใช่  อาจจะจริง  อาจจะใช่ก็ได้

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  เพราะเรายึดความคิดของเราเป็นหลัก
เราไม่ได้มีความจริงตามพระธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาเป็นหลัก

ถ้าเราได้ศึกษา  ทำความเข้าใจ  และเห็นจริง  ตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว  เรื่องราวทั้ง ๒ เหตุการณ์ข้างต้นก็จะไม่เกิดขึ้น

ถ้าเรารู้ว่าโชคลาภหรือความเป็นสิริมงคล  เกิดจากการทำกรรมดี  ละเว้นกรรมชั่ว
ถ้าเห็นจริงอย่างนี้  การไปกราบไหว้ขอพรจากแมว (หรือสิ่งอื่นที่คิดว่าจะประทานพรให้เราได้)  ก็จะไม่เกิดขึ้น

ถ้าเรารู้ว่าธรรมดาของทุกชีวิตที่เกิดมาล้วนต้องตาย
แม้นกยูงทองเองก็ไม่ได้เป็นอมตะ  สักวันหนึ่งก็ต้องตาย
การกินสิ่งที่ไม่ได้เป็นอมตะ  แต่คิดว่าจะทำให้เป็นอมตะ  มันเป็นไปไม่ได้
ถ้าเห็นจริงอย่างนี้  การดิ้นรนแสวงหาสิ่งที่จะทำให้ไม่แก่ไม่ตาย  ก็จะไม่เกิดขึ้น

ฉะนั้น  การศึกษาพระธรรมที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
เราควรศึกษา  ทำความเข้าใจ  จนเห็นจริง  ตามพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อใด  ที่เรารู้ว่าสิ่งใดใช่  สิ่งใดไม่ใช่  ตามความเป็นจริง
เมื่อนั้น  เราก็จะได้ดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกที่ควร
เราจะได้ไม่ต้องงมงายไปกราบไหว้สิ่งต่าง ๆ
เราจะได้ไม่ต้องก่ออกุศลกรรม (มีจิตคิดจะฆ่า) เหมือนพระราชาเหล่านั้น
.....

คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง


การให้อภัยที่ประณีตยิ่งกว่าการให้อภัย


หลายคนอาจจะรู้จักความหมายของคำว่า  "การให้อภัย"  ในแง่ของการยกโทษให้  การไม่ถือโทษ

แต่ยังมีความหมายของ  "การให้อภัย"  ที่ประณีตยิ่งกว่านั้น  ที่เราหลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน

การให้อภัย  ถ้าแปลตรง ๆ มาจากภาษาบาลีว่า  "อภัยทาน"

ลองแยกศัพท์ดู  คำว่า  อภัยทาน  =  อ + ภัย + ทาน
อ  =  ไม่
(เป็นอักษรใช้นําหน้าคําที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต
บอกความปฏิเสธหรือตรงกันข้าม  แปลว่า  ไม่  หรือ  ไม่ใช่)
ภัย  =  สิ่งที่น่ากลัว,  อันตราย
ทาน  =  การให้
อภัยทาน  =  การให้ความไม่มีภัย

ฉะนั้น  การให้อภัยที่แท้จริง  ที่มีความหมายประณีตยิ่งกว่าการยกโทษให้  ก็คือ  "การให้ความไม่มีภัย"

แล้ว  "การให้ความไม่มีภัย"  มันเป็นอย่างไรล่ะ ??
ลองอ่านต่อไปนะครับ
.....



องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถึงทานอันเลิศ ๕ ประการไว้ (ในอภิสันทสูตร) ว่า
"ภิกษุทั้งหลาย
ทาน ๕ ประการนี้เป็นมหาทาน  ที่รู้กันว่าล้ำเลิศ  รู้กันมานาน  รู้กันว่าเป็นอริยวงศ์  เป็นของเก่า  ในอดีตไม่ถูกลบล้างแล้ว  ไม่เคยถูกลบล้าง  ในปัจจุบันไม่ถูกลบล้าง  ในอนาคตก็จักไม่ถูกลบล้าง  ไม่ถูกสมณพราหมณ์ผู้รู้คัดค้าน

ทาน ๕ ประการ  คือ
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
๑. เป็นผู้ละเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
๒. เป็นผู้ละเว้นขาดจากการลักทรัพย์
๓. เป็นผู้ละเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม
๔. เป็นผู้ละเว้นขาดจากการพูดเท็จ
๕. เป็นผู้ละเว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท

อริยสาวกผู้ละเว้นขาดเช่นนี้แล้ว  ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย  ให้ความไม่มีเวร  ให้ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์ทั้งหลาย  ไม่มีประมาณ

อริยสาวกนั้นย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย  ความไม่มีเวร  ความไม่เบียดเบียน  อันไม่มีประมาณ

นี้เป็นมหาทานที่รู้กันว่าล้ำเลิศ  รู้กันมานาน  รู้กันว่าเป็นอริยวงศ์  เป็นของเก่า  ในอดีตไม่ถูกลบล้างแล้ว  ไม่เคยถูกลบล้าง  ในปัจจุบันไม่ถูกลบล้าง  ในอนาคตก็จักไม่ถูกลบล้าง  ไม่ถูกสมณพราหมณ์ผู้รู้คัดค้าน

นี้เป็นห้วงบุญกุศลที่นำสุขมาให้  เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี  มีสุขเป็นผล  ให้เกิดในสวรรค์  เป็นไปเพื่อเกื้อกูล  เพื่อสุขที่น่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ"
.....


พระพุทธเจ้าตรัสถึงการละเว้นขาดจากการเบียดเบียนผู้อื่น  ตั้งมั่นอยู่ในศีลทั้ง ๕ ข้อ  ว่า  "เป็นการให้ความไม่มีภัยแก่สัตว์ทั้งหลาย"
การตั้งมั่นอยู่ในศีลทั้ง ๕ ข้อนี้  จึงจัดเป็นอภัยทานในพระพุทธศาสนานี้

ไม่จำเป็นว่าต้องรอให้มีใครทำผิดกับเราก่อน  แล้วเราจึงให้อภัย
แต่เราสามารถให้อภัย (โดยนัยของการให้ความไม่มีภัย) ได้ตลอดเวลา

และเนื่องจากการให้อภัยที่ประณีตยิ่งกว่าการให้อภัยในที่นี้
โดยนัยก็คือการตั้งมั่นในศีล
ฉะนั้น  อภัยทาน (ศีล) จึงเป็นมหาทาน
มีอานิสงส์มากกว่าการให้ทานทั่วไปด้วยประการฉะนี้

ขอแถมท้ายอีกนิด
คำว่า  "เขตอภัยทาน"  ที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นเขตห้ามจับปลา  ห้ามฆ่าสัตว์
ความหมายนี้จึงยังไม่ครอบคลุมทั้งหมดทีเดียว

เขตอภัยทาน  ควรจะเป็นเขตที่ให้ความปลอดภัยแก่คนและสัตว์ทั้งหลาย
ด้วยการไม่ละเมิดศีลทั้ง ๕ ข้อ
ละเว้นขาดจากการฆ่าหรือทำร้ายสัตว์ในเขตอภัยทาน
ละเว้นขาดจากการลักทรัพย์ในเขตอภัยทาน
ละเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามในเขตอภัยทาน
ละเว้นขาดจากการพูดเท็จหลอกลวงในเขตอภัยทาน
ละเว้นขาดจากการเสพของมึนเมาในเขตอภัยทาน

จะดีแค่ไหน  ถ้าเราสามารถขยายพื้นที่เขตอภัยทานให้ครอบคลุมให้กว้างไกลมากกว่าแค่ในวัด  แล้วสังคมจะเป็นสุขด้วยอภัยทานนี้เอง
.....

คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง


ผู้ให้อภัยย่อมอยู่เป็นสุข


ชายหนุ่มคนหนึ่งไปทำงานส่งพิซซ่าเพื่อหารายได้พิเศษ
แต่เขาถูกโจรฆ่าตายเพื่อชิงทรัพย์

เด็กสาวคนหนึ่งอาศัยอยู่กับแม่ในสลัม
เธอถูกพวกแก๊งค้ายาบ้าในสลัมนั้นรุมโทรมจนเสียสติ

สามีคนหนึ่งมีภรรยา ๒ คน  ภรรยาหลวงเป็นหมัน  ภรรยาน้อยตั้งครรภ์
ภรรยาหลวงกลัวว่าเมื่อภรรยาน้อยคลอดลูกแล้ว  สามีจะรักนางมากกว่าตน
จึงวางยาทำให้ภรรยาน้อยแท้งลูก

เหตุการณ์ตัวอย่างเหล่านี้  มีทั้งผู้ที่เป็นฝ่ายกระทำ  และผู้ที่ถูกกระทำ
ถ้าคุณเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ
ถ้าคุณเป็นพ่อของชายหนุ่มที่ถูกโจรฆ่า
ถ้าคุณเป็นแม่ของเด็กหญิงที่ถูกข่มขืน
ถ้าคุณเป็นหญิงสาวที่ถูกวางยาทำให้ต้องแท้งลูก
คุณจะรู้สึกอย่างไร
และคิดจะทำอย่างไรกับผู้ที่มากระทำต่อคุณ

คำว่า  "เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร"
คำว่า  "การให้อภัย"
คำว่า  "การอโหสิ  เลิกแล้วต่อกัน  ยกโทษให้"
คำเหล่านี้จะผุดขึ้นในความคิดของคุณได้หรือไม่
.....

ในเหตุการณ์จริง  ดร.สมบัติ  จิตต์หมวด  ผู้เป็นพ่อของชายหนุ่มที่ถูกฆ่าตายในขณะที่กำลังไปส่งพิซซ่า  เขาสามารถพูดคำว่า "ให้อภัย" ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและออกมาจากใจจริงของเขา
ถ้าเป็นคุณ  คุณจะทำได้อย่างเขาไหม

มธุสร  ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ  แล้วออกตาม ล่า พวกแก๊งค้ายาบ้าในสลัมที่รุมโทรมลูกสาวของเธอ  จนทำให้เธอติดใจกับคำว่า  "ความพยาบาทเป็นของหวาน"
ถ้าเป็นคุณ  คุณจะทำอย่างเธอไหม

ผลจากการตัดสินใจของ  ดร.สมบัติ  กับ  มธุสร  ใครจะมีความสุขกว่ากัน
คุณอยากเป็นแบบ  ดร.สมบัติ  หรือ  มธุสร
.....


(ขอบคุณภาพจาก ilmfeed.com)

ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาเรื่องกาลียักขินีวัตถุ
ภรรยาน้อยถูกภรรยาหลวงวางยาจนต้องแท้งลูกถึง ๒ ครั้ง
และในครั้งที่ ๓  เธอก็ถูกวางยาทำแท้งอีก
แต่ครั้งนี้  เธอเสียชีวิตไปพร้อมกับลูกในท้องด้วย
เธอได้ผูกใจอาฆาตว่า
"ขอให้ได้เกิดมาตามฆ่าลูกของนางภรรยาหลวงนี้ด้วยเถิด"

หลังจากตายไป  เธอได้เกิดเป็นแม่แมวอยู่ในบ้านนั้น
ฝ่ายภรรยาหลวงเมื่อถึงคราวสิ้นอายุขัย  ก็ได้มาเกิดเป็นแม่ไก่อยู่ในบ้านนั้นเหมือนกัน

ต่อมา  เมื่อแม่ไก่ออกไข่มาหลายฟอง
แม่แมวก็มากินไข่เหล่านั้นจนหมดถึง ๓ ครั้ง  และกำลังจะกินแม่ไก่ด้วย
แม่ไก่เกิดความแค้น  จึงผูกอาฆาตว่า  "มันกินไข่ของเราถึง ๓ ครั้ง  ตอนนี้กำลังจะกินเราด้วย  ชาติหน้าขอให้เราได้มีโอกาสเคี้ยวกินลูกของมันคืนบ้าง"

หลังจากแม่ไก่ตาย  ก็ได้ไปเกิดเป็นแม่เสือเหลือง
ฝ่ายแม่แมวเมื่อตายไป  ก็ได้ไปเกิดเป็นแม่เนื้อ

ในเวลาที่แม่เนื้อนั้นตกลูก  แม่เสือเหลืองก็มากินลูกเนื้อจนหมดถึง ๓ ครั้ง  และกำลังจะกินแม่เนื้อด้วย
แม่เนื้อก็ผูกอาฆาตว่า  "ขอให้เราได้มีโอกาสฆ่าลูกของมันด้วยเถิด"

หลังจากแม่เนื้อตาย  ก็ไปเกิดเป็นนางยักษิณี
ฝ่ายแม่เสือเหลืองเมื่อตายไป  ก็ไปเกิดเป็นหญิงมนุษย์คนหนึ่ง

ในเวลาที่หญิงคนนี้คลอดบุตร  นางยักษิณีก็มาลักเอาบุตรของนางไปกินถึง ๒ ครั้ง
ในครั้งที่ ๓  หญิงนั้นจึงหนีไปคลอดบุตรที่บ้านฝ่ายพ่อแม่ของตน
เม่ื่อคลอดแล้ว  จึงเดินทางกลับ
นางยักษิณีเมื่อรู้ข่าว  ก็ออกติดตามไป
หญิงนั้นเห็นนางยักษิณี  จึงอุ้มลูกวิ่งเข้าไปในวัดพระเชตวัน
นางยักษิณีก็วิ่งตามไปเช่นกัน

ในครั้งนั้น  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดนั้น
ได้ตรัสกับนางยักษิณีและหญิงนั้นว่า
       "เหตุใดจึงอาฆาตพยาบาทกันเช่นนี้
ถ้าเธอทั้งสองไม่ได้มาพบพระพุทธเจ้าเช่นเราแล้ว
การจองเวรของพวกเธอก็จักเกิดขึ้นตลอดไปชั่วกัป
       ในกาลไหน ๆ
เวรทั้งหลายในโลกนี้ย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย
แต่ย่อมระงับได้ด้วยความไม่มีเวร
ธรรมนี้เป็นของเก่า"

ด้วยพระธรรมเทศนานี้
ทำให้นางยักษิณีและหญิงคนนั้นเลิกละการจองเวรกันได้
.....

เราคงไม่ต้องไปควานหาต้นตอสาเหตุว่าใครผิดใครถูก
ไม่มีประโยชน์ที่จะไปขุดคุ้ยหาคนผิด
ถึงแม้ว่าเราถูก  เขาผิด  แล้วยึดอยู่กับคำว่า  "เราถูก  เขาผิด"
ก็ทำให้เกิดความคิดที่จะอยากเอาชนะ  ซึ่งไม่ได้นำความสุขมาให้เลย

ไม่ว่าใครจะถูกหรือผิดก็ตาม
การให้อภัยแก่ผู้ที่ทำร้ายเราได้  ย่อมนำความสุขมาให้ใจเราอยู่แล้ว

ฉะนั้น  เลิกตามล่าหาคนผิด  เลิกคิดร้ายพยาบาท  เลิกจองเวร
เป็นผู้ให้อภัยได้กับทุกคน
แล้วชีวิตนี้จะมีความสุขขึ้นเยอะเลย
ลองดูสิ .....

คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. กาลียักขินีวัตถุ (เรื่องนางยักษ์ชื่อกาลี)



๕ สิ่งที่ไม่มีใครขอได้


โดยปกติ  น้ำจะไหลจากที่สูงไปสู่ที่ต่ำ
แต่เราก็สามารถสร้างปั๊มส่งน้ำให้ไหลจากที่ต่ำไปที่สูงได้
โดยปกติ  เราไม่สามารถบินได้เหมือนนก
แต่เราก็สามารถสร้างเครื่องบินให้เราอยู่บนฟ้าได้
โดยปกติ  เราใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์
แต่เราก็สามารถสร้างยานอวกาศออกไปสำรวจดาวดวงอื่น ๆ ได้
ฯลฯ
ด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้  เราสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ที่เราไม่เคยทำได้อดีตให้เป็นไปได้  จนเราคิดว่าเราสามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้ตามที่เราปรารถนา
.....

อย่างไรก็ตาม  ก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่สามารถควบคุมได้  ไม่ว่าจะเวลาไหน  ไม่ว่าในอดีต  ปัจจุบัน  หรือแม้ในอนาคตก็ตาม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ (ในฐานสูตร) ว่า
"ฐานะ ๕ ประการ  ที่ไม่มีใครพึงได้  คือ
๑. ขอสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของเรา  อย่าแก่
๒. ขอสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาของเรา  อย่าเจ็บไข้
๓. ขอสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดาของเรา  อย่าตาย
๔. ขอสิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดาของเรา  อย่าสิ้นไป
๕. ขอสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาของเรา  อย่าฉิบหาย"

ไม่ว่าเราจะพยายามด้วยวิธีใด ๆ  ด้วยเทคโนโลยีใด ๆ  ด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ  ด้วยเทพเจ้าใด ๆ  ด้วยเวทมนต์ใด ๆ  ฯลฯ
เพื่อขอให้สิ่งที่มีความแก่  ความเจ็บไข้  ความตาย  ความสิ้นไป  ความฉิบหายของเรา  จงอย่าแก่  อย่าเจ็บไข้  อย่าตาย  อย่าสิ้นไป  อย่าฉิบหาย  ย่อมเป็นไปไม่ได้

ในวันที่เราประสบกับเหตุการณ์เหล่านี้
พ่อแม่ล้มป่วยเป็นโรคเรื้อรัง
ลูกหลานไม่สบายเป็นโรคร้ายแรง
คนที่เรารักไปมีคนรักใหม่
คนที่เรารักตายจากไป
ทรัพย์สินมีค่าวอดวายฉิบหาย
ฯลฯ
ถ้าเราไม่ได้พิจารณาเนือง ๆ ในฐานะเหล่านี้
เราก็คงจะเศร้าโศก  พิไรรำพัน  ตีอกชกหัว  ร้องไห้คร่ำครวญ  บ่นพร่ำเพ้อ
ไม่อยากกินข้าว  ไม่ดูแลร่างกาย  ไม่อยากทำงาน
เมื่อเป็นเช่นนี้  เพื่อน ๆ ก็จะพลอยเป็นทุกข์เสียใจไปด้วย
แต่คนที่ไม่หวังดีกับเราก็จะดีใจที่เห็นเราเป็นทุกข์

แม้ในสมัยพุทธกาล  มีพระราชา ๒ พระองค์ที่สูญเสียมเหสีผู้เป็นที่รัก
พระราชาองค์แรกเมื่อทรงทราบข่าว  ก็ทรงเป็นทุกข์  เสียพระทัย  ประทับนั่งพระศอตก  ก้มพระพักตร์  ทรงอึ้งอยู่  (ในโกสลสูตร)
พระราชาอีกองค์หนึ่งก็ไม่สรงสนาน  ไม่แต่งพระองค์  ไม่เสวยพระกระยาหาร  ไม่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ  ทรงซบอยู่ที่พระศพของพระมเหสีตลอดคืนตลอดวัน  (ในนารทสูตร)

ลองคิดดูว่า  ถ้าเราตกอยู่ในสภาพเช่นนี้  คนที่รักเรา  เป็นห่วงเรา  เขาจะรู้สึกอย่างไร
หรือถ้าคนที่เรารักตกอยู่ในสภาพเช่นนี้  เราจะรู้สึกอย่างไร


(ขอบคุณภาพจาก pixabay.com)

ผู้ที่พิจารณาอยู่เสมอ ๆ ว่า
"ไม่ใช่สิ่งที่มีความแก่  ความเจ็บไข้  ความตาย  ความสิ้นไป  ความฉิบหาย  ของเราเท่านั้น  ที่จะต้องแก่  ต้องเจ็บไข้  ต้องตาย  ต้องสิ้นไป  ต้องฉิบหาย
แท้จริงแล้ว  สิ่งที่มีความแก่  ความเจ็บไข้  ความตาย  ความสิ้นไป  ความฉิบหาย  ของสัตว์อื่น  ก็ต้องแก่  ต้องเจ็บไข้  ต้องตาย  ต้องสิ้นไป  ต้องฉิบหาย  ด้วยกันทั้งสิ้น
.....
เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว  ถ้าเราจะมัวเศร้าโศกเสียใจ  คร่ำครวญอยู่
อาหารก็ไม่ยอมรับประทาน  กายก็จะเศร้าหมอง  การงานก็จะหยุดชะงัก
พวกศัตรูก็จะดีใจ  พวกมิตรก็จะเสียใจ"

เมื่อพิจารณาได้ดังนี้แล้ว  ก็จะไม่เศร้าโศกเสียใจ
เพราะความเศร้าโศกเสียใจ  ไม่ได้ช่วยให้สิ่งเหล่านั้นไม่เกิดขึ้น
ไม่มีประโยชน์อะไรจากความเสียใจนั้น

สมดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า
       "ประโยชน์แม้เล็กน้อยในโลกนี้
ใคร ๆ ย่อมไม่ได้ด้วยความเศร้าโศก
ย่อมไม่ได้ด้วยความคร่ำครวญ
พวกศัตรูทราบว่าเขาเศร้าโศกเป็นทุกข์  ย่อมดีใจ
...
       แต่ในกาลใด  บัณฑิตฉลาดในการพิจารณาเหตุผล
ไม่หวั่นไหวในอันตราย (ในสิ่งที่เกิดขึ้น) ทั้งหลาย
ในกาลนั้น  พวกศัตรูเห็นหน้าซึ่งไม่ผิดปกติของบัณฑิตนั้น
ผู้ยังยิ้มแย้มตามเคย  ย่อมเป็นทุกข์
...
       บุคคลหากพึงได้ตามต้องการในที่ใด ๆ ด้วยวิธีใด ๆ
คือด้วยการสรรเสริญ  ด้วยการร่ายมนตร์
ด้วยการกล่าวคำสุภาษิต  ด้วยการให้
หรือด้วยการอ้างประเพณี
ก็พึงบากบั่นในที่นั้น ๆ ด้วยวิธีนั้น ๆ
...
       หากทราบว่าความต้องการนี้เราหรือคนอื่นไม่พึงได้
ก็ไม่ควรเศร้าโศก
ควรพิจารณายอมรับว่าเป็นธรรมดาของสิ่งเหล่านั้นในโลก
บัดนี้  เราจะทำอะไรได้"

ความเศร้าโศกเสียใจไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย
ถ้าการร้องไห้คร่ำครวญจะเป็นประโยชน์ให้สิ่งเหล่านั้นไม่เกิดขึ้น  ท่านผู้รู้ทั้งหลายก็คงจะสรรเสริญการร้องไห้คร่ำครวญ
แต่เพราะการขอให้สิ่งเหล่านั้นอย่าเกิด  มันเป็นไปไม่ได้
เพราะนี่คือธรรมดาของโลก  เราไม่สามารถห้ามอะไรได้
แล้วเราจะเศร้าโศกเสียใจเพื่อประโยชน์อะไร

ฉะนั้น  ไม่ว่าความแก่  ความเจ็บไข้  ความตาย  ความสิ้นไป  ความฉิบหาย  จะเกิดขึ้นกับเรา  หรือกับคนที่เรารัก
เราก็ไม่ควรจมอยู่ในทุกข์
และคนอื่น ๆ ที่รักเราก็จะได้ไม่เป็นทุกข์ไปกับเราด้วย

คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง

๑. ฐานสูตร (ว่าด้วยฐานะที่ใคร ๆ ไม่พึงได้)
๒. โกสลสูตร (ว่าด้วยพระเจ้าปเสนทิโกศล)
๓. นารทสูตร (ว่าด้วยพระนารทะ)



ควรให้ทานประหนึ่งว่าให้ของคนรัก


เคยเป็นไหมครับ ...  เวลาที่เราจะเลือกหาของขวัญให้คนที่เรารักมากที่สุด

เราจะใช้เวลาคิดนานมาก  ว่าจะให้อะไรดี
ให้ไปแล้วเขาหรือเธอจะชอบไหม
จะได้ใข้ประโยชน์ไหม
ถ้าให้ของชิ้นนี้ในตอนนี้จะเหมาะไหม
เรื่องโน้น  เรื่องนี้  เรื่องนั้น  สารพัดความคิดที่จะผุดขึ้นมา

ทำไมถึงต้องคิดมากขนาดนั้นล่ะ

นั่นเพราะเราอยากให้เขาหรือเธอมีความสุขกับสิ่งที่เราจะให้นั่นเอง
และเมื่อเห็นผู้รับถูกใจและใช้ประโยชน์จากของที่เราให้
เราก็จะดีใจและมีความสุขมาก

แต่ในทางกลับกัน ...  ถ้าเราไม่ได้เต็มใจที่จะให้ตั้งแต่แรก

เราก็คงไม่พิถีพิถันในการเลือกเฟ้นของขวัญ
เราก็คงไม่สนใจว่าผู้รับจะรู้สึกอย่างไร  จะได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นไหม
และถึงแม้ว่าผู้รับจะถูกใจกับของที่เราให้  เราก็คงไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษขึ้นมา
.....


ทีนี้  ลองเปรียบเทียบกับการทำบุญให้ทาน

ถ้าเรารู้ว่าการให้ทานมีผลมีอานิสงส์
รู้ว่าการให้ทานเป็นการละความตระหนี่ในใจ  ให้เรารู้จักเสียสละและแบ่งปัน
เราก็จะเป็นผู้ที่มีความยินดีในการให้
จะเลือกให้ของที่เป็นประโยชน์แก่ผู้รับ  (ยอมเสียสละเวลาไปเลือกซื้อของที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์มาทำบุญให้ทาน)
และจะดีใจเมื่อเห็นผู้รับได้ใช้ประโยชน์จากของนั้น

แต่ถ้าเรามีความเห็นในเรื่องผลของทานไม่ตรงตามพระพุทธศาสนา

(เช่น  เชื่อว่าให้ทานแล้วจะหายเจ็บหายป่วย  จะถูกหวยรางวัลใหญ่  จะได้อุทิศผลบุญให้เจ้ากรรมนายเวรเลิกจองเวร  ฯลฯ)
เราก็จะให้ทานโดยที่ไม่ได้ละความตระหนี่ในใจ
ให้ทานอย่างไม่เต็มใจ  (แต่ให้เพราะมีเหตุจำเป็น)
ไม่พิถีพิถันในการเลือกของให้ทาน  (เช่นไปซื้อถังสังฆทานสำเร็จรูปจากร้านค้าทั่วไป  ทั้งที่ของบางอย่างในนั้นเราเองก็ยังไม่อยากใช้เลย)
และเราจะไม่สนใจว่าของที่ให้ทานไปนั้นจะเกิดประโยชน์แก่ผู้รับหรือไม่



องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ (ในอสัปปุริสทานสูตร) เกี่ยวกับความแตกต่างในการให้ทานของสัตบุรุษ (คนดีมีศีลธรรม)  และของอสัตบุรุษ

ยกตัวอย่างคือ  อสัตบุรุษจะให้ของที่เป็นเดน  และไม่เห็นผลที่จะพึงมาถึงก็ให้ (สักแต่ว่าให้)
ส่วนการให้ทานของสัตบุรุษจะให้ของที่ไม่เป็นเดน  และเห็นผลที่จะพึงมาถึงจึงให้ (ให้เพราะรู้ว่ามีผลมีอานิสงส์)

นอกจากนี้  ยังได้ตรัสไว้ (ในสัปปุริสทานสูตร) อีกด้วยว่า

"ผู้ที่ให้ทานด้วยศรัทธา  เมื่อทานนั้นให้ผล  เขาย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง  และเป็นผู้มีรูปงาม  น่าดู  น่าเลื่อมใส

ผู้ที่ให้ทานโดยเคารพ  เมื่อทานนั้นให้ผล  เขาย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง  และเป็นผู้ที่คนในครอบครัวและบริวารให้ความเคารพ


ผู้ที่ให้ทานตามกาลอันควร  เมื่อทานนั้นให้ผล  เขาย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง  และเป็นผู้มีสิ่งที่เป็นประโยชน์เกิดขึ้นตามกาลบริบูรณ์


ผู้ที่ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์  เมื่อทานนั้นให้ผล  เขาย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง  และเป็นผู้มีจิตน้อมไปเพื่อใช้สอยในสิ่งที่ดี


ผู้ที่ให้ทานโดยไม่ลบหลู่คุณของตนและผู้อื่น  เมื่อทานนั้นให้ผล  เขาย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง  และไม่มีภัยอันตรายใด ๆ มาถึงทรัพย์สมบัติของเขา"


ฉะนั้น  ถ้าเรารู้ว่าการให้ทานมีผลมีอานิสงส์

เราจะให้ทานอย่างสัตบุรุษ
เราจะยินดีและพิถีพิถันในการให้ทาน
เหมือนที่เรายินดีและพิถีพิถันที่จะให้ของกับคนที่เรารักฉันนั้น

คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง

๑. อสัปปุริสทานสูตร (ว่าด้วยทานของอสัตบุรุษ)
๒. สัปปุริสทานสูตร (ว่าด้วยทานของสัตบุรุษ)



ไม่ยินดี ไม่คัดค้าน แต่บอกความจริง


ชั่งใจอยู่นาน  ว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือไม่
เพราะอาจจะกระทบกับหลาย ๆ คน
แต่เมื่อพิจารณาแล้ว  เพื่อประโยชน์เกื้อกูลอนุเคราะห์  มิได้มีเจตนาเพ่งโทษหรือมุ่งร้ายแก่ใคร ๆ ทั้งสิ้น  จึงตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา
.....

ถ้าเราย้อนนึกไปถึงกระแสความเชื่อของคนไทยที่ผ่านมาในอดีต
ไม่ว่าจะเป็นกระแสจตุคามรามเทพ  หินสีนำโชค  ตุ๊กตาลูกเทพ  พระพิฆเนศ  พระราหู  พญานาค  และอื่น ๆ อีกมาก
เราจะพบว่าพื้นฐานของความเชื่อเหล่านั้น  เกิดมาจากความปรารถนาความสุขความเจริญในชีวิต
คือเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นจะนำมาซึ่งความร่ำรวย  สุขภาพแข็งแรง  หายเจ็บหายป่วย  เป็นที่รักใคร่ของคนอื่น  ฯลฯ  ได้

แม้ว่ากระแสความเชื่อเหล่านั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

แต่ความปรารถนาความสุขความเจริญในชีวิตยังคงมีอยู่
ดังนั้น  ก็จะมีกระแสความเชื่อใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาอีกอยู่เรื่อย ๆ

ในยุคที่สังคมออนไลน์กำลังระบาดอยู่นี้  ก็มีกระแสความเชื่อที่ส่งแชร์กันมาก  เช่น  ส่งภาพบางภาพไปให้เพื่อน  แล้วมีข้อความกำกับว่า
"ขึ้นหน้าเฟสใคร  ขอให้ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง
ยิ่งแชร์  ยิ่งร่ำรวยตลอดไป"

"ขอให้ทุกท่านที่เห็นโพสต์นี้  แล้วกดไลค์  กดแชร์
ขอให้ร่ำรวยเงินทอง  มีโชคมีลาภเข้ามาไม่ขาดสาย"

"แก้ว  แหวน  เงิน  ทอง  มั่น  คง  (เป็นภาพหลวงปู่หลวงตาในอดีต)
ขอให้ลูกหลานร่ำรวย  มีกินมีใช้ไม่ขาดมือ
กดแชร์  พิมพ์สาธุ  ไม่อดไม่จน"
ฯลฯ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้  ก็จะมีทั้งคนที่เชื่อ  และคนที่ไม่เชื่อ
แต่ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะโต้เถียงกันเพื่อเอาชนะอีกฝ่าย

แม้ในสมัยพุทธกาล  ก็มีเหตุการณ์เชนนี้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงโต้แย้งกับลัทธิอื่น  ทรงบอกความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้น


(ขอบคุณภาพจาก  sookjai.com  วัดพระบาทน้ำพุ)

ในจุนทสูตร  มีพราหมณ์กลุ่มหนึ่งกล่าวสอนชาวบ้านให้เป็นผู้มีความสะอาดบริสุทธิ์  ด้วยข้อปฏิบัติดังนี้
"ให้ลุกจากที่นอนแต่เช้า  แล้วจับต้องแผ่นดิน
ถ้าไม่จับต้องแผ่นดิน  ให้จับต้องขี้วัวสด
ถ้าไม่จับต้องขี้วัวสด  ให้จับต้องหญ้าเขียวสด
ถ้าไม่จับต้องหญ้าเขียวสด  ให้บำเรอไฟ
ถ้าไม่บำเรอไฟ  ให้ประคองอัญชลีนอบน้อมดวงอาทิตย์
ถ้าไม่นอบน้อมดวงอาทิตย์  ให้ลงน้ำวันละ ๓ ครั้ง"

ชาวบ้านที่เชื่อและศรัทธาก็มีอยู่มาก
ซึ่งถ้าเราอยู่ในเหตุการณ์สมัยนั้น  เราจะเชื่อหรือไม่
ถ้าเราไม่เชื่อ  แต่คนที่เชื่อมีอยู่  เราจะทำอย่างไร
โต้แย้งเพื่อเอาชนะ  หรือวางเฉย  หรือบอกความจริงเพื่อเกื้อกูลตามโอกาส
.....

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงโต้แย้งกับพราหมณ์หรือชาวบ้านเหล่านั้น
แต่พระองค์ทรงแสดงความจริงตามความเป็นจริงให้ฟังว่า
"ข้อปฏิบัติเพื่อความสะอาดของพราหมณ์เป็นอย่างนั้น
แต่ข้อปฏิบัติเพื่อความสะอาดในพระธรรมวินัยนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง"

ซึ่งเมื่อชาวบ้านคนนั้นทูลถามว่าเป็นอย่างไร
พระองค์จึงตรัสเรื่องความไม่สะอาดก่อนว่า
"ความไม่สะอาดในพระธรรมวินัยนี้  คือการกระทำอกุศลกรรมทางกาย  วาจา  ใจ
ถ้าบุคคลประกอบอกุศลกรรมเหล่านี้แล้ว  เมื่อลุกจากที่นอนแต่เช้า
แม้จะจับต้องแผ่นดินหรือไม่ก็ตาม  ก็ไม่ใช่ผู้สะอาด
แม้จะจับต้องโคมัยสดหรือไม่ก็ตาม  ก็ไม่ใช่ผู้สะอาด
แม้จะจับต้องหญ้าเขียวสดหรือไม่ก็ตาม  ก็ไม่ใช่ผู้สะอาด
แม้จะบำเรอไฟหรือไม่ก็ตาม  ก็ไม่ใช่ผู้สะอาด
แม้จะนอบน้อมดวงอาทิตย์หรือไม่ก็ตาม  ก็ไม่ใช่ผู้สะอาด
แม้จะลงน้ำวันละ ๓ ครั้งหรือไม่ก็ตาม  ก็ไม่ใช่ผู้สะอาด"

จากนั้น  พระองค์จึงตรัสเรื่องความสะอาดว่า
"ความสะอาดในพระธรรมวินัยนี้  คือการกระทำกุศลกรรมทางกาย  วาจา  ใจ
ถ้าบุคคลประกอบกุศลกรรมเหล่านี้แล้ว  เมื่อลุกจากที่นอนแต่เช้า
แม้จะจับต้องแผ่นดินหรือไม่ก็ตาม  ก็เป็นผู้สะอาด
แม้จะจับต้องโคมัยสดหรือไม่ก็ตาม  ก็เป็นผู้สะอาด
แม้จะจับต้องหญ้าเขียวสดหรือไม่ก็ตาม  ก็เป็นผู้สะอาด
แม้จะบำเรอไฟหรือไม่ก็ตาม  ก็เป็นผู้สะอาด
แม้จะนอบน้อมดวงอาทิตย์หรือไม่ก็ตาม  ก็เป็นผู้สะอาด
แม้จะลงน้ำวันละ ๓ ครั้งหรือไม่ก็ตาม  ก็เป็นผู้สะอาด"
.....

พระองค์ไม่ทรงยกย่องธรรมของตนเอง  และไม่ทรงรุกรานธรรมของผู้อื่น
แต่ทรงแสดงธรรมตามเหตุผล  ตรัสแต่เนื้อความเท่านั้น
ส่วนผู้ฟังจะเข้าใจและเชื่อหรือไม่  ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องไปคาดคั้น

เหมือนที่พระองค์ได้ตรัสกับปริพาชกคนหนึ่ง (ในอุทุมพริกสูตร) ว่า
"เพราะปรารถนาจะให้ท่านเป็นสาวก  เราจึงกล่าวอย่างนี้ก็หาไม่
ปรารถนาจะให้ท่านเคลื่อนจากคำสอน  จึงกล่าวอย่างนี้ก็หาไม่
ปรารถนาจะให้ท่านเคลื่อนจากอาชีพ  จึงกล่าวอย่างนี้ก็หาไม่
ปรารถนาจะให้ท่านดำรงอยู่ในอกุศลธรรม  จึงกล่าวอย่างนี้ก็หาไม่
ปรารถนาจะให้ท่านห่างจากกุศลธรรม  จึงกล่าวอย่างนี้ก็หาไม่
เราแสดงธรรมเพื่อให้ละอกุศลธรรมที่ยังละไม่ได้  ที่เศร้าหมอง  ที่สร้างภพใหม่  ที่มีความกระวนกระวาย  ที่มีทุกข์เป็นผล  ที่เป็นปัจจัยแห่งความเกิด  ความแก่  และความตายต่อ ๆ ไป"
.....

ฉะนั้น  เมื่อเราพบผู้ที่มีความเชื่อในเรื่องต่าง ๆ
สิ่งที่เราทำได้  คือทำตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ไม่ใช่โต้เถียงเพื่อเอาชนะ
แต่บอกความจริงตามความเป็นจริงเมื่อมีโอกาสเอื้ออำนวย
ด้วยเจตนาหวังเกื้อกูลอนุเคราะห์

"ถ้าบุคคลประกอบอกุศลกรรมแล้ว
แม้จะบูชาจตุคามรามเทพ  หินนำโชค  ตุ๊กตาลูกเทพ  พระพิฆเนศ  พระราหุู  พญานาค  หรืออื่น ๆ  หรือไม่ก็ตาม
จะพิมพ์สาธุ  กดไลค์  กดแชร์  หรือไม่ก็ตาม
ก็ไม่ประสบความสุขความเจริญในชีวิต

แต่ถ้าบุคคลประกอบกุศลกรรมแล้ว
เขาจะบูชาจตุคามรามเทพ  หินนำโชค  ตุ๊กตาลูกเทพ  พระพิฆเนศ  พระราหู  พญานาค  หรืออื่น ๆ  หรือไม่ก็ตาม
จะพิมพ์สาธุ  กดไลค์  กดแชร์  หรือไม่ก็ตาม
ก็ย่อมประสบความสุขความเจริญในชีวิต"

คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. จุนทสูตร (ว่าด้วยนายจุนทกัมมารบุตร)


พระสวดอะไร ตอนพรมน้ำมนต์


เคยสังเกตไหมครับว่า  ในงานบุญต่าง ๆ  ตอนที่พระสงฆ์จะพรมน้ำมนต์ให้  ท่านจะสวดมนต์อยู่บทหนึ่ง
ทราบไหมครับว่าพระท่านสวดบทอะไร


(ขอบคุณภาพจาก ลลิล พร็อพเพอร์ตี้)

บทสวดเป็นภาษาบาลี  มีตอนหนึ่งสวดว่า
                    ..... ฯลฯ .....
สุนักขัตตัง  สุมังคะลัง  สุปะภาตัง  สุหุฏฐิตัง
สุขะโณ  สุมุหุตโต  จะ  สุยิฏฐัง  พรัหมะจาริสุ
ปะทักขิณัง  กายะกัมมัง  วาจากัมมัง  ปะทักขิณัง
ปะทักขิณัง  มะโนกัมมัง  ปะณิธิ  เต  ปะทักขิณา
ปะทักขิณานิ  กัตวานะ  ละภันตัตเถ  ปะทักขิเณ  ฯ
เต  อัตถะลัทธา  สุขิตา  วิรูฬหา  พุทธะสาสะเน
อะโรคา  สุขิตา  โหถะ  สะหะ  สัพเพหิ  ญาติภิ  ฯ
                    ..... ฯลฯ .....

บทสวดนี้มาจากพระดำรัสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย (ในปุพพัณหสูตร)
แปลเป็นไทยว่า
       "สัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบในเวลาใด
เวลานั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี  มงคลดี  สว่างดี  รุ่งดี
ขณะดี  ยามดี  และบูชาดีในพรหมจารีบุคคล
กายกรรมเป็นส่วนเบื้องขวา (*)
วจีกรรมเป็นส่วนเบื้องขวา
มโนกรรมเป็นส่วนเบื้องขวา
ความปรารถนาของท่านเป็นส่วนเบื้องขวา
สัตว์ทั้งหลายทำกรรมอันเป็นส่วนเบื้องขวาแล้ว
ย่อมได้ประโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องขวา
       ท่านเหล่านั้นได้ประโยชน์แล้ว
จงได้รับความสุข  งอกงามในพุทธศาสนา
จงไม่มีโรค  ถึงความสุขพร้อมด้วยญาติทั้งมวล"
(*ส่วนเบื้องขวา  ในที่นี้หมายถึงความเจริญหรือพฤติกรรมฝ่ายดี)

ในขณะที่ประธานสงฆ์พรมน้ำมนต์ให้เราอยู่  พระสงฆ์ที่เหลือก็จะนั่งสวดมนต์บทนี้กัน
โดยใจความที่แปลเป็นไทยแล้ว  ก็เพื่อจะบอกให้เราทั้งหลายประพฤติแต่กรรมฝ่ายดี  ทั้งกาย  วาจา  และใจ

เพราะเมื่อใดที่เราประกอบกรรมดี  เมื่อนั้นก็เป็นมงคลแก่ตัวเราเองแล้ว
ความเป็นมงคลเกิดขึ้นเมื่อเราได้ประกอบกรรมดี
ไม่ต้องรีบวิ่งมารับน้ำมนต์ก็ได้
ไม่ต้องนิมนต์ให้พระเดินไปพรมน้ำมนต์ตรงจุดนั้นจุดนี้ก็ได้
เพราะความเป็นมงคลไม่ได้เกิดจากน้ำมนต์
แต่ความเป็นมงคลเกิดจากการทำกรรมดี

ฉะนั้น  ถ้าเรารู้ความหมายของบทสวดที่พระสงฆ์ท่านสวดตอนพรมน้ำมนต์
เราก็จะไม่ต้องคอยพะวงว่าน้ำมนต์จะมาถึงเราหรือเปล่า
เราก็จะไม่ต้องคอยห่วงว่าจะได้สิริมงคลด้วยหรือเปล่า
แต่เราจะคอยเตือนตัวเองว่าต้องทำกรรมดี  ละเว้นกรรมชั่ว
ทำกรรมดีเมื่อใด  ฤกษ์ดี  มงคลดี  ก็เกิดขึ้นกับเราเมื่อนั้นนั่นเอง

คลิกอ่านเพิ่มเติมในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง
๑. ปุพพัณหสูตร (ว่าด้วยเวลาเช้าเป็นฤกษ์ดีเป็นต้น)